รายได้ "ดิวตี้ฟรี" ทั่วโลกดิ่ง ปิดสนามบิน-พิษสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรม "ทราเวลรีเทล" หรือค้าปลีกในสนามบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางทำกำไรสูงของแบรนด์ลักชัวรีและความงามระดับโลก
ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีรายใหญ่ตั้งแต่ DFS ไปจนถึง Avolta เริ่มเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัว หลังเที่ยวบินระหว่างประเทศในภูมิภาคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลระบุว่าเที่ยวบินเข้า-ออกตะวันออกกลางดิ่งหนักในช่วงต้นเดือนมีนาคม แม้บางสายการบินในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มกลับมาให้บริการ แต่ระดับการบินยังต่ำกว่าปกติ
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจลักชัวรี ที่พึ่งพาการใช้จ่ายในสนามบินและฮับการบินในอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้มาร์จิ้นสูง เพื่อชดเชยดีมานด์ที่อ่อนตัวในจีนและยุโรป ทำให้แม้การปิดสนามบินระยะสั้น ก็สามารถฉุดผลประกอบการรายไตรมาสได้ทันที
กลุ่มบริษัทหรูรายใหญ่เริ่มรับผลกระทบแล้ว โดย LVMH ระบุว่าความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ยอดขายไตรมาสล่าสุดลดลงอย่างน้อยร้อยละ 1 จากการใช้จ่ายในอ่าวอาหรับที่หดตัว ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกเฉพาะทางของบริษัทซึ่งรวมถึง Sephora สูญเสียอัตราการเติบโตไปราวร้อยละ 2
ด้าน Kering เจ้าของแบรนด์ Gucci ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยยอดขายเดือนมีนาคมลดลง ร้อยละ 3 และกระทบต่อภาพรวมไตรมาสราวร้อยละ 1 สะท้อนว่าความต้องการจากนักท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว แม้ลูกค้าในประเทศยังพยุงยอดขายได้บางส่วน
ในเชิงปฏิบัติการ ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์ ด้วยการย้ายสินค้าไปยังทำเลที่มีผู้โดยสารมากขึ้น และปิดร้านบางส่วนชั่วคราวในสนามบินที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่สนามบินหลักอย่างดูไบต้องลดจำนวนเทอร์มินัลจากเหตุโจมตีโดรน ส่วนคูเวตปิดสนามบินหลายครั้ง ส่งผลให้ร้านค้าปลีกหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี ผู้โดยสารที่ติดค้างในสนามบินกลับสร้างยอดขายสินค้าอาหารและสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยรายได้จากสินค้าพรีเมียมที่หายไปได้
นักวิเคราะห์มองว่า หากปริมาณการเดินทางทางอากาศในตะวันออกกลางยังไม่ฟื้นตัว อุตสาหกรรมทราเวลรีเทลมูลค่า 74,000 ล้านดอลลาร์ อาจเผชิญแรงกดดันซ้ำเติม หลังเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
