รีเซต

ทำความรู้จัก "พ.ร.ก. น้ำมัน 2516" ทำไมสั่งโรงกลั่น สั่งปิดปั๊มสี่ทุ่มได้? กฎหมายเก่าแก่ แต่เป็นยาแรง

ทำความรู้จัก "พ.ร.ก. น้ำมัน 2516" ทำไมสั่งโรงกลั่น สั่งปิดปั๊มสี่ทุ่มได้? กฎหมายเก่าแก่ แต่เป็นยาแรง
TNN ช่อง16
17 เมษายน 2569 ( 08:00 )
23

ปิดปั๊ม 4 ทุ่ม! รัฐงัด พ.ร.ก. ทุบโรงกลั่น สกัดวิกฤตน้ำมัน


ราคาน้ำมันในประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤตพลังงานโลกที่ลุกลามจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จนราคาขยับขึ้นแทบรายวัน และเริ่มกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยเตรียมงัดมาตรการ “ยาแรง” หลายด้านเพื่อควบคุมสถานการณ์ 


หนึ่งในมาตรการที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือแนวคิด “ปิดปั๊มน้ำมันตามเวลา” ซึ่งอาจทำให้การเติมน้ำมันแบบ 24 ชั่วโมงกลายเป็นอดีต


มาตรการดังกล่าวถูกยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ


ตามแผนที่เปิดเผย มาตรการนี้จะเริ่มหลังเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยสถานีบริการน้ำมันจะปิดให้บริการในเวลา 22.00 น. และกลับมาเปิดอีกครั้งในเวลา 05.00 น. ของวันถัดไป รัฐบาลยืนยันว่าได้ออกแบบมาตรการเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินทางของประชาชน ทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการท่องเที่ยวภายในประเทศ


อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายหลักของมาตรการคือการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาพน้ำมันขาดแคลนในประเทศ แต่รายละเอียดเชิงปฏิบัติยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะต่อกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในช่วงเวลากลางคืน เช่น ผู้ประกอบการขนส่ง รถโดยสารทางไกล ธุรกิจโลจิสติกส์ รวมถึงอาชีพที่ต้องทำงานกลางคืนอย่างหน่วยกู้ภัย ซึ่งอาจต้องมีมาตรการยกเว้นหรือแนวทางรองรับเฉพาะกลุ่ม




ไขคำตอบ "หั่นราคาหน้าโรงกลั่น" คืออะไร ทำไมช่วยลดราคาน้ำมันได้ทันที? 


ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่เริ่มดำเนินการแล้ว คือการ “หั่นราคาหน้าโรงกลั่น” หรือการลดค่าการกลั่นน้ำมันลงโดยตรง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดราคาน้ำมันขายปลีกอย่างเร่งด่วน


นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 โดยใช้อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงประมาณ 2.14 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569


มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระของประชาชน แต่ยังช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาจนติดลบกว่า 57,762 ล้านบาท ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันต่อฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว


การลดค่าการกลั่นถือเป็น “ยาแรง” เนื่องจากเข้าไปแตะโครงสร้างราคาน้ำมันโดยตรง โดยราคาน้ำมันหนึ่งลิตรประกอบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น ภาษี และค่าการตลาด ซึ่งสิ่งที่รัฐเลือกจัดการคือ “ค่าการกลั่น” ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นกำไรขั้นต้นของโรงกลั่นน้ำมัน


ในภาวะปกติ ค่าการกลั่นจะเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลก และมักอยู่ในระดับประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร แต่ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวกลับพุ่งสูงถึง 16–17 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ รัฐบาลจึงมองว่ามีกำไรส่วนเกินที่ควรถูกดึงกลับมาเพื่อลดภาระของประชาชน


สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างการอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นของไทย ที่ผูกกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมีความผันผวนสูง ทำให้โรงกลั่นในประเทศได้รับผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤต และกลายเป็นภาระต่อทั้งกองทุนน้ำมันและผู้บริโภค




ทำความรู้จัก "พ.ร.ก. น้ำมัน 2516" ทำไมสั่งโรงกลั่น สั่งปิดปั๊มได้?

 

เพื่อดำเนินมาตรการดังกล่าว รัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ คือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 หรือที่เรียกว่า “พ.ร.ก.น้ำมัน 2516” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโดยเฉพาะ


กฎหมายฉบับนี้มีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตน้ำมันโลกในอดีต และถูกใช้ครั้งแรกในสมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ โดยให้อำนาจฝ่ายบริหารสามารถออกคำสั่งได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมายปกติ เพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน


สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมราคา การกำหนดโควตาการจำหน่าย การควบคุมเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการ ไปจนถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ทั้งการผลิต การขนส่ง การสำรอง และแม้กระทั่งการจำกัดการใช้พลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศ


นอกจากนี้ ยังให้อำนาจรัฐในการใช้ระบบปันส่วนน้ำมัน หรือ Rationing ในกรณีที่เกิดภาวะขาดแคลนรุนแรง รวมถึงกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับผู้ฝ่าฝืน ซึ่งอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ภาพรวมของมาตรการทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้ารับมือวิกฤตพลังงานด้วยเครื่องมือที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งการควบคุมพฤติกรรมการใช้น้ำมันของประชาชน และการแทรกแซงโครงสร้างราคาพลังงานโดยตรง


อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ประสิทธิผลของมาตรการเหล่านี้ ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” เพื่อรอให้สถานการณ์พลังงานโลกคลี่คลาย


เพราะในท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของราคา แต่คือเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจ และเป็นต้นทุนของชีวิตของประชาชนทุกคน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มาตรการที่เข้มงวดขึ้นอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับคำถามใหญ่ต่อไปว่า จะปรับตัวอย่างไรในโลกที่พลังงานไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง