เปิดปม "วิกฤตมะพร้าวไทย" ล้นตลาด-ถูกกดราคา ใครได้? ใครเสีย? ในเกมราคาที่ไม่เป็นธรรม!

วิกฤตมะพร้าวไทย “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ราคาหน้าสวนเหลือ 2 บาท สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ
: เกิดอะไรขึ้นกับ "มะพร้าวไทย"
มะพร้าวไทยกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อราคาหน้าสวนร่วงหนักเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูก ทั้งที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราว 7 บาทต่อลูก ส่งผลให้เกษตรกรยิ่งขายยิ่งขาดทุน จากสินค้าทำเงินในอดีต กลับกลายเป็นภาระในปัจจุบัน
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบล้งในจังหวัดราชบุรี พบว่าราคามะพร้าวของไทยมีความผิดปกติ โดยเฉพาะราคาหน้าสวนที่ตกต่ำสวนทางกับต้นทุน สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ในระดับต้นน้ำ ปัญหาหลักคือ “ผลผลิตล้นตลาด” โดยพื้นที่ปลูกมะพร้าวในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปี 2568 ปริมาณผลผลิตพุ่งขึ้นแตะ 877,681 ตัน จาก 585,906 ตันในปีก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งภายในเวลาเพียงปีเดียว
พื้นที่ปลูกสำคัญกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญของประเทศ
: ตีแผ่ นายทุน ฮั้วราคา ล้นตลาดปลอม?
อย่างไรก็ตาม แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพกลับลดลง เนื่องจากในปี 2567 ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้ต้นมะพร้าวขาดการดูแล ทำให้ผลผลิตในปีถัดมาตกเกรดจำนวนมาก โดยมีข้อมูลว่ามะพร้าวตกเกรดสูงถึงกว่า 70%
นอกจากปัญหาปริมาณและคุณภาพแล้ว ยังมีข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงตลาด โดย กขค. พบข้อสังเกตว่าราคามะพร้าวอาจไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ และมีความเป็นไปได้ว่ามีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาท
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการตั้งข้อสงสัยเรื่องพฤติกรรม “ฮั้วราคา” ผ่านกลุ่มแชตของผู้ประกอบการกว่า 300 แห่ง เพื่อกำหนดราคารับซื้อไม่ให้เกินเพดาน เช่น ไม่เกิน 10 บาทต่อลูกตลอดปี
ขณะเดียวกัน ยังมีการตรวจสอบพฤติกรรมใช้อำนาจเหนือตลาด เช่น การควบคุมระบบโลจิสติกส์ หรือการกักสินค้าไว้ในโรงงาน เพื่อสร้างภาพว่ามีสินค้าล้นตลาด ก่อนใช้เป็นเหตุผลในการกดราคา
เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางน้ำ สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น มะพร้าวที่เก็บเกี่ยวจะถูกคัดเกรดออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก คือ มะพร้าวเกรดส่งออก ซึ่งมีเพียงประมาณ 30% ของผลผลิตทั้งหมด และได้ราคาดีกว่าเพียงเล็กน้อย
กลุ่มที่สอง คือ มะพร้าวตกเกรดที่มีสัดส่วนสูง ต้องเข้าสู่โรงงานแปรรูปในราคาต่ำเพียงประมาณ 2 บาทต่อลูก ส่งผลให้โรงงานมีอำนาจต่อรองสูง และสามารถกดราคาซื้อได้ง่าย
ในด้านตลาดปลายน้ำ โครงสร้างการพึ่งพาการส่งออกถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยไทยส่งออกมะพร้าวประมาณ 70% ของผลผลิตทั้งประเทศ และในจำนวนนี้กว่า 80% ส่งไปยังประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคจึงเปลี่ยนจากมะพร้าวสดไปเป็นน้ำมะพร้าวบรรจุขวด
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และมีความร่วมมือกับแบรนด์เครื่องดื่มในจีน รวมถึงเวียดนาม ที่ได้เปรียบด้านต้นทุนขนส่งและราคาที่ถูกกว่า
นอกจากนี้ จีนยังเร่งพัฒนาแหล่งปลูกมะพร้าวภายในประเทศ เช่น มณฑลไห่หนาน ซึ่งอาจลดความต้องการนำเข้าในระยะยาว
: รัฐบาลไทย หาทางออกอย่างไร?
เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตดังกล่าว รัฐบาลไทยได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เพิ่มปริมาณรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกร จากเดิมประมาณ 3 ล้านลูกต่อปี เป็น 6 ล้านลูกต่อปี ผ่านเครือข่ายกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ
ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 สามารถระบายผลผลิตได้แล้วกว่า 2.8 ล้านลูก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 45 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดปริมาณสินค้าคงค้างในตลาดต้นทางได้โดยตรง
ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้ราคาหน้าสวนเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากเดิม 2–3 บาทต่อลูก เป็นประมาณ 6–7 บาทต่อลูก แม้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยพยุงสถานการณ์ในระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำมะพร้าวไปจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค เพื่อลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
: ล้งกลาง = ความหวังแก้ราคาสินค้าเกษตร
ในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดจัดตั้ง “ล้งกลาง” เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการค้า และลดปัญหาการแทรกแซงจากกลุ่มทุน รวมถึงแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ โดยมีแผนขยายโมเดลดังกล่าวไปยังสินค้าเกษตรอื่น
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยอมรับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา โดยโจทย์สำคัญยังอยู่ที่การยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สม่ำเสมอ และลดสัดส่วนมะพร้าวตกเกรด ผ่านการปรับปรุงตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การจัดโซนการปลูก (Zoning)
ขณะเดียวกัน ยังต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของตลาด โดยเฉพาะกรณี “น้ำมะพร้าวปลอม” ในจีน ซึ่งมีการเติมน้ำ น้ำตาล หรือแต่งกลิ่นเลียนแบบ
แม้จะเป็นวิกฤต แต่ก็เปิดโอกาสให้มะพร้าวไทยสามารถสร้างจุดขายด้านคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ พร้อมพัฒนาสินค้าในตลาดพรีเมียมที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
อีกหนึ่งแนวทางคือการเพิ่มมูลค่าผ่านแนวคิด “Zero Waste” โดยนำทุกส่วนของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ เปลือก หรือกะลา เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ถ่านอัดแท่ง ลดการพึ่งพาการขายผลสดเพียงอย่างเดียว
บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้คือการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาตลาดหลักอย่างจีน ควบคู่กับการเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงในระยะยาว