ยอดขาย "EV "ทั่วโลกพุ่งต่อเนื่องหลังสงคราม

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา “เบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์” (BMI) ระบุว่า ความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นและผู้บริโภคหันมาสนใจรถ EV เพิ่มขึ้นแทนรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน
โดยยอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนยอดขาย ทั้งรถที่ใช้แบตเตอรี่และรถไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก เดือนเมษายน อยู่ที่ 1.6 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้จะลดลงร้อยละ 9 จากเดือนมีนาคมที่ยอดจดทะเบียน EV เพิ่มขึ้นทำสถิติ
ความต้องการซื้อ EV ยังคงเพิ่มขึ้นโดยได้แรงหนุนจากนโยบายส่งเสริม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตสินค้าจากจีน (OEM) ขณะที่รัฐบาลต่าง ๆ ใช้มาตรการจำกัดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหลังสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก
ในยุโรป ยอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่ในเดือนเมษายน อยู่ที่ราว 400,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area-EEA) และสวิตเซอร์แลนด์ ให้คำมั่นลงทุนเกือบ 2 แสนล้านยูโร ในระบบนิเวศ EV
แต่ภาพรวมตลาด EV ยังมีความแตกต่างกันทั่วโลก ในกรณีของจีน ยอดจดทะเบียนรถใหม่อยู่ที่เกือบ 850,000 คัน ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากมาตรการสนับสนุนให้นำรถเก่ามาแลกซื้อรถใหม่ รวมถึงมาตรการระงับภาษีรถ EV หมดอายุ อย่างไรก็ตาม ค่ายรถจีนเน้นขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยส่งออกรถ EV กว่า 400,000 คันในเดือนเมษายน
ส่วนตลาดอเมริกาเหนือ ยอดจดทะเบียนรถ EV เดือนเมษายน อยู่ที่ 120,000 คัน ลดลงร้อยละ 28 หลังมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลหมดอายุลง และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาสนับสนุนรถน้ำมัน ขณะที่ตลาดเม็กซิโกเติบโตอย่างโดดเด่น ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
