เมย์แบงก์ มองหุ้นโรงพยาบาลครึ่งปีหลังสดใส 2 ปัจจัยหนุน ชู BH-CHG เด่น

#ทันหุ้น-บล.เมย์แบงก์(ประเทศไทย) ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็น"เชิงบวก"โดยมองว่า valuation ของกลุ่มที่ P/E ปี 2569 ที่ 17เท่า (-2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) นั้นไม่แพงและได้สะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว และคาดว่าการเติบโตของกำไรในกลุ่มนี้จะปรับตัวดีขึ้นเป็น +4% YoY โดยคาดว่าผลดำเนินงานในครึ่งปีหลังมีทิศทางที่ดี มาจาก 1) การกลับมาของคนไข้ชาวตะวันออกกลางและ pent-up demand ที่อาจเกิดขึ้น และ 2) โอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของประกันสังคม (สปส.)
ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ ปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้คลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเที่ยวบินจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 80-100% ของระดับก่อนเกิดสงคราม ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ -2% YoY ในเดือน พ.ค. จาก -33% ถึง -57% YoY ในช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย. นอกจากนี้ สถิติในอดีตสะท้อนว่าหลังทุกความขัดแย้งที่ผ่านมาคลี่คลายลง มักจะตามมาด้วยจำนวนคนไข้ตะวันออกกลางเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็น upside เพิ่มเติมต่อประมาณการของฝ่ายวิจัย นอกจากนี้ ยังไม่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการชำระเงิน เนื่องจากประเทศหลักๆ ในตะวันออกกลางมีฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ
ส่วนด้านประกันสังคมมองว่ามีโอกาสจะปรับขึ้น โดยเชื่อว่าความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราจ่ายเงินชดเชยในรอบนี้มีสูงขึ้น โดยอาจเกิดขึ้นใน ไตรมาส 4/69 หรือครึ่งแรกปี 2570 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก 3 ปัจจัย คือ 1) สถานการณ์ทางการเมืองที่มั่นคงขึ้น และปัจจุบันทางประกันสังคมได้เริ่มกระบวนการจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อทบทวนอัตราการ
เบิกจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา 2) ต้นทุนทางการแพทย์ที่สูงขึ้น ในขณะที่อัตราการจ่ายเงินชดเชยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานถึง 3-6 ปี และ 3) สถานะกองทุนประกันสังคมที่แข็งแกร่ง และการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเมื่อต้นปี คาดว่าจะช่วยเพิ่มเงินเข้ากองทุนการแพทย์ได้ถึง 7.4 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับการปรับอัตราจ่ายเงินทั้ง 3 ส่วน
ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ ได้เลือกหุ้น BH เป็นหุ้นเด่นให้ราคาเป้าหมายที่ 215 บาท และหุ้น CHG ให้ราคาเป้าหมายที่ 1.85 บาท โดย BH ยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการฟื้นตัวของกลุ่มคนไข้ตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 23% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อรวมกับการควบคุมต้นทุนที่แข็งแกร่ง คาดว่ากำไรปี 2569-2571 จะเติบโตด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 5% (เทียบกับของกลุ่มที่ 2.6%)
ส่วน CHG เป็นหุ้นที่ฝ่ายวิจัยชอบสำหรับตอบรับประเด็นการปรับขึ้นอัตราการเบิกจ่ายของประกันสังคม โดยฝ่ายวิจัยชอบ CHG มากกว่า BCH เนื่องจาก CHG มีอัตราการเติบโตของกำไรในปี 2569-2571 ที่แข็งแกร่งกว่าที่ 5% (เทียบกับ BCH ที่ทรงตัว) และมีมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
