“หมอ” ขึ้นแท่นอาชีพในฝันของคน Gen Z - คุณภาพชีวิตสำคัญกว่าเงินเดือน

ผลสำรวจล่าสุดของสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (ITS-UTCC) ภายใต้หัวข้อ "อาชีพในฝันของเด็กรุ่นใหม่ และสถานภาพของกลุ่ม Gen Z ปี 2569" ได้สะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาเพียง "งานที่เงินดี" แต่กำลังมองหา "งานที่ทำแล้วมีความสุข" มีสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน และพร้อมตัดสินใจลาออก หากองค์กรไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต
การสำรวจครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 13-28 ปี จำนวน 849 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 ซึ่งสะท้อนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานไทยในอนาคต
"หมอ-พยาบาล" แซงทุกอาชีพ กลับขึ้นอันดับหนึ่งในฝันของ Gen Z
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ อาชีพ "แพทย์และพยาบาล" กลับขึ้นมาเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่ง หลังจากปีก่อนอยู่อันดับ 3 แสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของวิชาชีพด้านสาธารณสุขยังคงได้รับการยอมรับในฐานะอาชีพที่มีคุณค่า มั่นคง และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม
ขณะที่อันดับรองลงมา ได้แก่ ทนายความและอัยการ ส่วนอันดับ 3 คือ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นอาชีพที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามกระแสเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังพบอาชีพหน้าใหม่ที่ติดอันดับความฝันของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ นักกีฬา นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ สะท้อนว่าความสนใจของ Gen Z กำลังเคลื่อนไปสู่สายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ สตรีมเมอร์ และยูทูบเบอร์ ยังคงติดอันดับ 4 แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยังคงเป็นเส้นทางอาชีพที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แม้จะไม่ได้ครองอันดับหนึ่งเหมือนในหลายปีที่ผ่านมา
บริษัทเอกชนยังครองใจ แต่ "Work From Home" กลายเป็นทางเลือกที่ต้องมี
เมื่อถามถึงประเภทองค์กรที่อยากร่วมงาน บริษัทเอกชนยังเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง โดยมีผู้เลือกกว่า 42.6% ตามมาด้วยการรับราชการ 27.5%
สิ่งที่น่าสนใจคือ การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ด้วยสัดส่วน 23% สะท้อนว่าความยืดหยุ่นในการทำงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกองค์กร ไม่ใช่เพียงรูปแบบการทำงานชั่วคราวเหมือนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกต่อไป
ผลสำรวจนี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากกว่าระบบการทำงานแบบเดิมที่เน้นการเข้าออฟฟิศตลอดเวลา
เงินเดือนไม่ใช่คำตอบเดียว "บรรยากาศที่ดี" สำคัญที่สุด
หนึ่งในผลสำรวจที่สร้างความน่าสนใจคือ ปัจจัยอันดับหนึ่งในการเลือกงานของ Gen Z ไม่ใช่เงินเดือน
กว่า 71.1% ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ "บรรยากาศการทำงานที่ดี ไม่เครียด และมีความยืดหยุ่น"
รองลงมาคือ สวัสดิการที่ครอบคลุม อิสระในการคิดและสร้างสรรค์งาน เงินเดือนที่เหมาะสม และโอกาสเติบโตในสายอาชีพ
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องรายได้ แต่กำลังมองหาองค์กรที่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กับความมั่นคงทางอาชีพ
แม้เชื่อว่าทำงานในฝันได้ แต่ยอมรับว่า "หางานยาก"
แม้ Gen Z กว่า 61.3% จะเชื่อว่าตนเองมีโอกาสได้ทำงานในสายอาชีพที่ฝันไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่งถึง 61.5% กลับมองว่าตลาดแรงงานปัจจุบันมีการแข่งขันสูงและหางานได้ยาก
อุปสรรคสำคัญคือ การขาดประสบการณ์ การแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงการมีทักษะที่ยังไม่โดดเด่นพอเมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่น
ภาพสะท้อนดังกล่าวแสดงให้เห็นช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับสภาพความเป็นจริงของตลาดแรงงานไทย ซึ่งยังคงเป็นโจทย์สำคัญของทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ
รายได้เฉลี่ย 12,024 บาท แต่กว่า 70% ยังไม่เริ่มออมเงิน
ผลสำรวจยังสะท้อนสถานะทางการเงินของคนรุ่นใหม่ โดยพบว่ามีรายได้เฉลี่ย 12,024 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 10,862 บาท
อย่างไรก็ตาม 85% ยังพึ่งพารายได้จากผู้ปกครองเป็นหลัก และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ 73.5% ยังไม่มีการออมเงินหรือการลงทุนเลย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินของคนรุ่นใหม่ ที่แม้จะเติบโตท่ามกลางโลกดิจิทัล แต่ยังขาดการวางแผนทางการเงินในระยะยาว
AI กลายเป็น "ผู้ช่วยประจำวัน" ของ Gen Z
อีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญคือ AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ
กว่า 60.9% ระบุว่า AI มีอิทธิพลต่อชีวิตในระดับมาก ขณะที่ 57% ใช้งาน AI ทุกวัน
การใช้งานส่วนใหญ่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้นหาข้อมูล แต่ยังใช้ช่วยคิดไอเดีย สรุปเนื้อหา และสนับสนุนการเรียนหรือการทำงาน
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าทักษะการใช้ AI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของคนรุ่นใหม่ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันในตลาดแรงงานอนาคต
ทักษะภาษาและการคิดวิเคราะห์ ยังเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ
แม้ AI จะมีบทบาทมากขึ้น แต่ Gen Z ยังมองว่าทักษะที่จำเป็นที่สุดในการทำงานคือ ทักษะด้านภาษา รองลงมาคือการคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารรวมถึงการทำงานร่วมกับผู้อื่น
ขณะเดียวกัน สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจากภาครัฐ คือ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และการปรับหลักสูตรให้ทันต่อยุคดิจิทัล
สังคมการทำงาน Toxic คือเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้พร้อมลาออก
ผลสำรวจช่วงท้ายสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างจากคนทำงานในอดีตอย่างชัดเจน
เหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้ Gen Z พร้อมลาออกจากงาน ไม่ใช่เงินเดือน แต่คือ "สังคมการทำงานที่เป็นพิษ" หรือ Toxic Workplace ทั้งการนินทา ความขัดแย้ง และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ส่งเสริมการทำงาน
รองลงมาคือ เงินเดือนไม่คุ้มกับภาระงาน สวัสดิการไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ มองไม่เห็นโอกาสเติบโต และงานรบกวนเวลาส่วนตัวจนขาดสมดุลชีวิต
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า วัฒนธรรมองค์กรกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาบุคลากรไม่แพ้ค่าตอบแทน
โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยไม่ได้สะท้อนเพียงว่ากลุ่ม Gen Z อยากเป็นอะไร แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของค่านิยมในการทำงาน โดย คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานหนัก แต่ต้องการองค์กรที่ให้ความเคารพต่อพนักงาน มีสภาพแวดล้อมที่ดี เปิดโอกาสให้เติบโต และรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
