รีเซต

ข่าวดี! 19 เมืองใหญ่ทั่วโลก ลดมลพิษทางอากาศได้กว่า 20% ในรอบกว่าทศวรรษ

ข่าวดี! 19 เมืองใหญ่ทั่วโลก ลดมลพิษทางอากาศได้กว่า 20%  ในรอบกว่าทศวรรษ
TNN ช่อง16
13 มีนาคม 2569 ( 11:00 )
12

สำหรับรายชื่อ 19 เมืองใหญ่ของโลกที่สามารถลดมลพิษทางอากาศได้มากกว่า 20% ตั้งแต่ปี 2010 พร้อมชื่อภาษาไทย

  1. ลอนดอน (London) – สหราชอาณาจักร
  2. อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) – เนเธอร์แลนด์
  3. รอตเตอร์ดัม (Rotterdam) – เนเธอร์แลนด์
  4. วอร์ซอ (Warsaw) – โปแลนด์
  5. บรัสเซลส์ (Brussels) – เบลเยียม
  6. ปารีส (Paris) – ฝรั่งเศส
  7. มิลาน (Milan) – อิตาลี
  8. โซเฟีย (Sofia) – บัลแกเรีย
  9. ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) – เยอรมนี
  10. ปักกิ่ง (Beijing) – จีน
  11. ฮ่องกง (Hong Kong) – เขตบริหารพิเศษของจีน
  12. เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) – จีน
  13. กว่างโจว (Guangzhou) – จีน
  14. เซินเจิ้น (Shenzhen) – จีน
  15. หางโจว (Hangzhou) – จีน
  16. ซานฟรานซิสโก (San Francisco) – สหรัฐอเมริกา
  17. กรุงเทพมหานคร (Bangkok) – ไทย
  18. โบโกตา (Bogotá) – โคลอมเบีย
  19. รีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) – บราซิล

ผลวิเคราะห์ใหม่ชี้ว่า จะเห็นว่าเมืองใหญ่ทั่วโลกอย่างลอนดอน ซานฟรานซิสโก และปักกิ่ง สามารถลดมลพิษทางอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หลังเร่งใช้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า การสร้างเลนจักรยาน และจำกัดรถปล่อยมลพิษ

การวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า เมืองสำคัญของโลกอย่างลอนดอน ซานฟรานซิสโก และปักกิ่ง เป็นหนึ่งใน 19 เมืองที่สามารถลดมลพิษทางอากาศได้อย่าง “น่าทึ่ง” โดยสามารถลดระดับมลพิษหลักที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้มากกว่า 20% ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา รายงานดังกล่าวระบุว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น การขยายเส้นทางจักรยาน การเพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการจำกัดการใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูง มีบทบาทสำคัญต่อการปรับปรุงคุณภาพอากาศในเมืองต่าง ๆ


ผลการวิเคราะห์พบว่า กรุงปักกิ่งของจีน และกรุงวอร์ซอของโปแลนด์ เป็นเมืองที่สามารถลดระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้มากที่สุด โดยลดลงมากกว่า 45% ขณะที่เมืองอัมสเตอร์ดัมและรอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ สามารถลดระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ได้มากกว่า 40% ส่วนเมืองซานฟรานซิสโก ถือเป็นเมืองเดียวในสหรัฐอเมริกาที่สามารถลดมลพิษทั้งสองประเภทได้มากกว่า 20% จากการวิเคราะห์ข้อมูลของเกือบ 100 เมืองทั่วโลก รายงานยังระบุว่า เมืองในจีนและฮ่องกงรวมกันมีถึง 9 เมืองที่ติดอันดับเมืองที่ลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เมืองในยุโรปเป็นอีกกลุ่มหลักที่มีผลการปรับปรุงคุณภาพอากาศอย่างชัดเจน

“เซซิเลีย วากา โจนส์” ผู้อำนวยการบริหารขององค์กร Breathe Cities ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่จัดทำรายงาน กล่าวว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า เมืองต่าง ๆ สามารถทำในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการลดมลพิษทางอากาศที่เป็นพิษลงได้ถึง 20-45% ภายในระยะเวลาเพียงเล็กน้อยกว่า 10 ปี เธอกล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของโลก แต่เกิดขึ้นในหลายเมือง ตั้งแต่วอร์ซอไปจนถึงกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนว่าเมืองต่าง ๆ มีเครื่องมือและนโยบายที่สามารถใช้แก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้ในปัจจุบัน


มลพิษทางอากาศส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งปล่อยก๊าซพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่สมองไปจนถึงระบบสืบพันธุ์ ขณะที่ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ยังสามารถทำให้ทางเดินหายใจระคายเคือง และทำปฏิกิริยากับน้ำในอากาศจนกลายเป็นฝนกรด รายงานซึ่งวิเคราะห์คุณภาพอากาศของเมืองในเครือข่าย C40 และ Breathe Cities ระบุว่า เมืองต่าง ๆ สามารถลดมลพิษได้อย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาเพียง 15 ปี หากมีการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง ตัวอย่างมาตรการสำคัญที่ช่วยลดมลพิษ ได้แก่ การเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วในจีน การขยายเครือข่ายเลนจักรยานในเมืองหนาแน่นของยุโรป การจำกัดรถยนต์ปล่อยมลพิษในกรุงลอนดอน และการลดการใช้ถ่านหินและเตาเผาไม้ในครัวเรือนของกรุงวอร์ซอ


“แกรี ฟูลเลอร์” นักวิทยาศาสตร์ด้านมลพิษทางอากาศจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางอากาศมักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากและไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง แต่รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีนโยบายที่เข้มแข็ง ก็สามารถปรับปรุงคุณภาพอากาศที่ผู้คนหายใจได้จริง ทั้งนี้ รายงานก่อนหน้านี้ยังพบว่า เกือบทุกประเทศในโลกยังคงมีคุณภาพอากาศที่แย่กว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดยมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่มีระดับฝุ่น PM2.5 อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย แม้จะไม่มีระดับฝุ่น PM2.5 ที่ถือว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากประเทศต่าง ๆ สามารถปฏิบัติตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกได้ ก็อาจช่วยช่วยชีวิตผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี


นักวิจัยยังระบุว่า การสูดอากาศที่มีมลพิษส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ โรคหอบหืดในเด็ก ไปจนถึงโรคมะเร็งและโรคหัวใจในวัยผู้ใหญ่ รวมถึงยังมีหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่า มลพิษทางอากาศอาจเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอีกด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง