InnovestXชี้เป้าหุ้นถึก-กำไรโต มองกรอบดัชนี1,500-1,530จุด

#InnovestX #ทันหุ้น – InnovestX ลงทุนในไตรมาส 2/2569 ยังถูกกดดันจากสถานการณ์สงคราม ให้เน้นกลุ่มที่มีความทนทาน ได้แก่ ธนาคาร, การแพทย์ และสื่อสาร ปรับเป้า GDP ไทยลงเหลือ 1.4% กรณีสงครามใช้เวลา 2-3 เดือน พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุน เลือกสินทรัพย์ที่มีการเติบโตของกำไร และมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว มอง SET Index ในปี 2569 ที่ระดับ 1,500–1,530 จุด หุ้นที่แนะนำ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น
*เร่งจัดการพลังงาน
ในส่วนของไทยมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาได้ค่อนข้างเร็วและมีเสถียรภาพ ในระยะสั้นรัฐบาลควรมีนโยบายจัดการกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น และมาตรการกระตุ้นการบริโภค ส่วนระยะยาวคาดหวังการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันได้ตลอด และเริ่มเห็นการปล่อยให้ราคาดีเซลขยับขึ้นบ้างแล้ว โดยเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เป็นพิเศษเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพ
ดังนั้น InnovestX ประเมินกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ได้แก่ สายการบิน, โรงไฟฟ้า (เฉพาะกลุ่ม SPP ที่ต้นทุนแก๊สพุ่งแรง), กลุ่มขนส่ง, ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง (จากราคาถ่านหินที่เป็นเชื้อเพลิง) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลาง ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่ได้รับผลกระทบจากราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัวจากราคาน้ำมันและการเดินทางที่ยากขึ้น
ส่วนกลุ่มที่มีความทนทาน ได้แก่ ธนาคาร, การแพทย์ และสื่อสาร ซึ่งได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่อาจโดนกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ให้เพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลางถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น
*ปรับ GDP ลงเหลือ 1.4%
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทประเมิน GDP ไทย ในกรอบ 1-1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.กรณีดีจบเร็ว GDP ไทยจะเติบโต 1.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3% 2. กรณีใช้เวลา 2-3 เดือน ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สุด GDP จะขยายตัวเหลือ 1.4% จากเดิมที่มองไว้ 1.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8% 3.กรณีเลวร้าย (ลากยาวเป็นปี) น้ำมันอาจแตะ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล GDP ไทยอาจเหลือเพียง 1% และเงินเฟ้อพุ่งเกิน 1% ซึ่งอาจทำให้แบงก์ชาติจำเป็นต้องคงหรือขึ้นดอกเบี้ย
*จัดพอร์ตลงทุน
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สงครามครั้งนี้น้ำมันกลายเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่าทองคำ ซึ่งราคาทองคำถอยลงผิดปกติเพราะนักลงทุนโฟกัสเรื่องเงินเฟ้อและการเปลี่ยนทิศทางของธนาคารกลาง ขณะที่ตลาดกำลังจะเปลี่ยนจุดสนใจจากเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ไปให้ความสำคัญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested, Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว โดยธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 2569 ที่ระดับ 1,500–1,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก
*คัดให้หุ้นเด่น
โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป แต่ถ้าสงครามจบไวอาจต้องเป็นกลุ่มหุ้นเป็น สายการบิน ท่องเที่ยวแทน หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปอาจเห็นการปรับฐานมาอยู่ที่แนวรับ 1,350 จุด และปรับตัวลงมาอยู่ที่ 1,100 จุด ถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
