PwC ห่วงวิกฤติช็อตเงินสด สำรวจซีอีโอไทยมั่นใจฮวบ

#PwC #ทันหุ้น - PwC ประเทศไทย ประเมินเอกชนไทยถูกสงครามอิหร่านกดดันชัด เป็นห่วงกระแสเงินสดตึงมือ แนะนำวางแผนประมาณการรอบถี่ขึ้น พร้อมมองเห็นดีมานด์ดีลควบรวมเพื่อหาทางรอด เผยผลสำรวจ 59 ซีอีโอของไทย 38% มีแผนเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ใน 3 ปีข้างหน้า ส่วนจำนวนซีอีโอที่เชื่อมั่นว่ามีรายได้เพิ่มกลับตกต่ำที่สุดรอบ 3 ปี
นายพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า มีมุมมองต่อสถานการณ์ภาคธุรกิจเอกชนในองค์รวมของไทยตอนนี้ได้รับปัจจัยกดดันภายนอกสำคัญคือสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบมาในรูปแบบราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มด้วย ซึ่งจะต้องจับตาตัวเลขดังกล่าว เพราะจะมีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ส่อชะลอออกไป
@เงินสดคือหัวใจ
จากปัจจัยข้างต้นเริ่มเห็นสัญญาณที่ทำให้ทุกฝ่ายระมัดระวังเรื่องการใช้เงินและหวงเงินสดมากขึ้น เช่น การเก็บหนี้จะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากลูกหนี้เองก็ไม่มีเงินจ่าย ฟากองค์กรธุรกิจผู้เป็นเจ้าหนี้การค้าจำเป็นต้องเร่งติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพและรัดกุมมากกว่าเดิมเพื่อรักษาสภาพของกระแสเงินสด
“ลูกหนี้อาจจำเป็นต้องชะลอการจ่ายชำระหนี้บ้าง ป้องกันกรณีความเสี่ยงธุรกิจไม่สามารถเก็บเงินได้และไม่สามารถกู้เงินได้ด้วยย่อมจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติทันที”
ดังนั้นการบริหารกระแสเงินสดจึงมีความจำเป็น ธุรกิจจะต้องมีความถี่ในการทำประมาณการมากขึ้น จากเดิมที่เคยดูรายเดือน ควรปรับมาเป็นรายสัปดาห์หรือรายวันเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว บริหารจัดการสมดุลให้เงินเข้าและเงินออกสอดคล้องกัน หากเก็บเงินได้ช้าลง เช่น จากรอบ 30 วัน เป็นรอบ 45 วัน ก็จำเป็นต้องปรับแผนการจ่ายเงินให้เหมาะสมด้วย
และในอีกมิติหนึ่งคาดการณ์ว่ากิจการต่างๆ ต้องการจะควบรวมกันลักษณะ M&A มากขึ้นภายใต้ผลกระทบเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งสร้างความได้เปรียบให้ได้มากที่สุด
@สำรวจ 59 ซีอีโอ
สอดคล้องกับผลสำรวจ PwC’s 29th Global CEO Survey: Thailand หัวข้อ การเป็นผู้นำท่ามกลางความไม่แน่นอนในยุค AI โดยได้รับความร่วมมือจากผู้นำองค์กรธุรกิจระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ของประเทศไทย 59 ราย (ภายใต้การสำรวจซีอีโอทั่วโลกกว่า 4,454 ราย ระหว่าง 30 ก.ย. 2568 ถึง 10 พ.ย. 2568)
ผลสำรวจระบุว่า การควบรวมและซื้อกิจการถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์อย่างมีวินัยมากขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจาก เมกะเทรนด์ ทั้ง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย 38% ของซีอีโอไทยมีแผนเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อขยายไปสู่ภาคส่วนใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพิ่มขีดความสามารถที่องค์กรยังขาด อีกทั้งทดลองและต่อยอดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
นอกจากนี้ยังพบมีเพียง 24% ของซีอีโอไทยที่ “เชื่อมั่นอย่างมาก” ว่าองค์กรของตนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ ลดลงจาก 47% ในปี 2566 และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นของผู้บริหารไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่ผันผวน และการเร่งตัวของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI
ดังนั้นปีนี้โจทย์ของซีอีโอไทยไม่ใช่แค่ระมัดระวัง แต่คือการตัดสินใจให้คมขึ้นภายใต้ข้อจำกัด โดยควรยกระดับข้อมูลและ AI จากการทดลองให้สู่การใช้จริง ต้องให้สร้างผลลัพธ์วัดได้ นอกจากนี้ยังต้องตัดสินใจอย่างมีวินัยและยืดหยุ่นโดยมีแผนรองรับในกรณีต่างๆ ทั้งเลวร้าย ปกติ และกรณีดีเป็นพิเศษ
รวมถึงเสริมภูมิคุ้มกันไซเบอร์และความต่อเนื่องทางธุรกิจ มีการร่วมมือกับพันธมิตร หรือ M&A ที่มีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ชัดเจน จัดพอร์ตการลงทุนและการเติบโตให้ยืดหยุ่น รวมถึงการยกระดับธรรมาภิบาล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
