AOT รับมือผู้โดยสารชะลอ ชงครม.เซ็น AOTGA มิ.ย.

#AOT #ทันหุ้น – AOT รับเริ่มเห็นผลกระทบจากค่าตั๋วสูง-ลดเที่ยวบิน พร้อมรับมือด้วยการบริหารรายได้เชิงรุกเพิ่มแหล่งรายได้ทั้งธุรกิจการบิน และ Non-Aero รักษาผลงานปีนี้ให้ทรงตัวตามเป้า คาดลงนามสัญญาผู้ให้บริการภาคพื้น และคาร์โกรายที่ 3 ที่สุวรรณภูมิ มิถุนายนนี้ พร้อมขยายระบบอัตโนมัติ-ไบโอเมตริก ควบคู่สร้างพันธมิตรและแผนพัฒนาระยะ 5-7 ปี
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยความคืบหน้าการลงนามสัญญาให้สิทธิประกอบกิจการ ผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) และ คลังสินค้า (Cargo) รายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กับ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA ว่า น่าจะเกิดขึ้นได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้หลังจากคณะกรรมการคัดเลือก ได้รับข้อมูลตอบกลับ - และหนังสือตอบกลับจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว และอยู่ระหว่างนำเสนอเข้าบรรจุในวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอมติพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการตามขั้นตอน
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) และคลังสินค้า (Cargo) รายที่ 3 จะมีส่วนสร้างรายได้ทั้งในกลุ่มธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (Non-Aero) จาก “ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการให้บริการ” และรายได้ของกลุ่มธุรกิจการบิน (Aero) ด้วย จากความสามารถการให้บริการ - รองรับเที่ยวบิน และปริมาณผู้โดยสารผ่านท่อากาศยานสุวรรณภูมิที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ผู้ให้บริการรายที่ 3 นี้ นอกจากจะเข้ามาให้บริการเครื่องบินและจ่ายค่าตอบแทนให้กับ AOT แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญที่ทำให้สนามบินสามารถเปิดรับเที่ยวบิน (Flights) ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมด้วย ส่งผลให้สามารถจัดเก็บค่า PDC (ค่าบริการผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ) ได้เพิ่มขึ้น”
พร้อมกันนี้ AOT ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการให้บริการ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ซึ่งหนึ่งในภารกิจที่สำคัญ คือ การผลักดันและขับเคลื่อนแผนปรับปรุงพื้นที่ให้บริการภายในท่าอากาศยานให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้โดยสารในปัจจุบัน ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับมาท่องเที่ยว ผ่านการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติ และระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก (Biometric) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการเดินทาง ตั้งแต่โถงผู้โดยสารขาออก จุดเช็กอิน การตรวจสอบผู้โดยสาร ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง โดยมีบริการระบบเช็กอินและโหลดสัมภาระด้วยตนเอง มีระบบตรวจสอบผู้โดยสาร ระบบสายพานตรวจสัมภาระอัตโนมัติ ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความปลอดภัย
ควบคู่การปรับปรุงภูมิทัศภายในแต่ละท่าอากาศยาน อาทิ เพิ่มพื้นที่พักคอยในบรรยากาศผ่อนคลาย เพิ่มจุดให้บริการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงจัดการแสดงศิลปะวัฒนธรรมทั้งไทยและสากล
เดินสายสร้างพันธมิตร
นางสาวปวีณา ระบุ AOT ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการให้บริการผู้โดยสาร และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ล่าสุด อยู่ระหว่างเดินทางเข้าร่วมประชุมกับพันธมิตรหลากหลายประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในแผนพัฒนา ระยะ 5-7 ปี และจะทยอยเปิดเผยได้ในระยะต่อไป
“ในปัจจุบัน AOT มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้วสำหรับช่วงเวลา 5 - 7 ปี ซึ่งความชัดเจนนี้ทำให้สามารถเริ่มเดินสายประชุมกับนักลงทุนสถาบันที่ให้ความสนใจในบริษัทเพื่อชี้แจงทิศทางในอนาคตได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังสามารถเจรจากับผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมพัฒนากับ AOT ควบคู่กันไปด้วย”
รับปีนี้ผลงานทรงตัว
สำหรับปริมาณการเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในการบริหารจัดการของ AOT ประจำงวดปี 2568/2569 (ต.ค.2568 - ก.ย.2569) มีแนวโน้มทรงตัวเท่ากับงวดปี 2567/2568 (ต.ค.67/-ก.ย.68) ที่ราว 125.9 ล้านคน แม้ว่าปริมาณการเดินทาง ในช่วง 7 เดือนที่แรกของปี 2568/2569 (เดือนต.ค. 68 – เม.ย. 69) มีจำนวนผู้โดยสารโดยรวมเพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (YoY) แต่ปริมาณการเดินทางเริ่มหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งทาง AOT ยังคงติดตามสถานการณ์ - ผลกระทบจากสงครามอย่างใกล้ชิด
“ผลกระทบจากสงครามในช่วงแรกเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ยังไม่กระทบมากนักเพราะคนซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ผู้ที่ซื้อตั๋วหลังจากนั้นต้องเจอกับราคาตั๋วที่ดีดตัวสูงขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งจะส่งผลชัดเจนในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 อีกทั้งที่ผ่านสายการบินบางประเทศเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันต้องลดเที่ยวบินและยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน จึงเลือกประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวังและเตรียมความพร้อมรองรับทุกความเป็นไปได้”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
