รีเซต

การศึกษาชี้คนสมองตื้อ มักไม่สำเร็จในชีวิต

การศึกษาชี้คนสมองตื้อ มักไม่สำเร็จในชีวิต
TNN ช่อง16
24 เมษายน 2569 ( 13:10 )
9

เพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ โดยผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช อายุรแพทย์ระบบประสาทชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปวดศีรษะและไมเกรน แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้สุขภาพสมอง โดยระบุว่า

"คนสมองตื้อ มักไม่สำเร็จในชีวิต"

คิดว่า ใคร ๆ ก็คงสมองตื้อ หรือ ที่ภาษาทางการหน่อยก็คือ  “ความคมชัดทางปัญญา”เพราะ หากสมองตื้อ สมองทึบ คิดอะไรก็ไม่ออก 

มีงานวิจัยที่ เผยแพร่เรื่องสมองตื้อ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ โดย  งานวิจัยชิ้นใหม่จาก University of Toronto Scarborough ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances บอกว่า ประสิทธิภาพมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิสัยหรือความขยันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาวะที่เรียกว่า “ความคมชัดทางปัญญา” (Mental Sharpness) ในแต่ละวันด้วย ปรากฏการณ์ "Intention-Behavior Gap" 

ทีมนักวิจัยนำโดย Associate Professor Cendri Hutcherson ได้ทำการศึกษา 12 สัปดาห์ โดยติดตามกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยผ่านการทดสอบพฤติกรรมและความรู้ความเข้าใจ (Cognitive tasks) รายวัน ควบคู่ไปกับการบันทึกการนอนหลับ อารมณ์ และความสำเร็จตามเป้าหมาย

1. สมองตื้อ ทำมูลค่าของเวลาที่หายไป 80 นาที หรือ อาจจะเรียกว่า เวลาขยะระหว่างวัน 

พบว่าในวันที่กลุ่มตัวอย่างมี ความคมชัดทางปัญญาสูงกว่าค่าเฉลี่ย พวกเขาจะมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นเทียบว่าเพิ่มถึง 40 นาที 

ในทางกลับกัน วันที่สมองอ่อนล้า ประสิทธิภาพจะลดลงในสัดส่วนที่เท่ากัน ส่งผลให้เกิด "ช่องว่างของประสิทธิภาพ" (Productivity Gap) ระหว่างวันที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดกว้างถึง 80 นาที ต่อวัน

2. ความมุ่งมั่น (Grit) ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่

ความเชื่อเดิมที่ว่าคนที่มีวินัยสูง (Conscientiousness) หรือมีความมุ่งมั่น (Grit) จะทำงานได้อย่างดี 

แต่พบว่า พวกกลุ่ม มีวินัยสูง ก็ประสิทธิภาพดิ่งลงในวันที่สมองไม่แจ่มใสเหมือนกัน 

ซึ่งหมายความว่า "พลังใจ" เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะข้อจำกัดทางชีวภาพของสมองในวันนั้นๆ ได้

3. กลไกการตั้งเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

ในวันที่สมองมีความเฉียบคม (High Cognitive Precision) เราไม่ใช่แค่ทำงานได้ดี แต่ตั้งเป้าหมายได้ดีด้วย เป็นการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย และนี่ก็ทำให้ ชีวิตก้าวหน้าได้ดีกว่า  คราวนี้ มาดูว่า สมองตื้อ หรือ สมองโล่ง มันมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้อง มี 3 ปัจจัย นี่เอง 

1. Quality of Sleep คุณภาพการนอน

การนอนหลับที่มีคุณภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตนเองในคืนก่อนหน้า ส่งผลโดยตรงต่อความแจ่มใสในวันถัดไป

2. The Price of Grinding การโหมทำงานหนักต่อเนื่อง (Short-term push)

แม้ทำงานหนักหน่วง ทำให้ งานเสร็จในระยะสั้น แต่สมองจะตื้อในวันถัดมา เพราะมันยืมพลังงานไปใช้จนหมด 

3. Emotional State สภาวะอารมณ์หม่นหมองหรืออาการซึมเศร้าในแต่ละวัน 

ทำให้การประมวลผลเชื่องช้า สมองล้า สมองตื้อลง 

อยากสมองดี bright แจ่มใส อนาคตดี  มนุษย์ควรให้ความสำคัญกับ 3 เสาหลัก การนอนหลับที่เพียงพอ การพักผ่อนเพื่อป้องกันอาการสมองล้าสะสม และการดูแลสภาวะจิตใจ

การดูแลชีวิตและสมองนั้นสำคัญ เรียกว่า "ความเมตตาต่อตนเอง" (Self-Compassion) เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ดี หากสมองตื้อ ยังไม่ต้องไปหาหมอ สำรวจตัวเองก่อน ว่าเมตตาต่อตัวเองหรือยัง 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง