งานวิจัยชี้ เล่นเกมชะลออายุสมอง ให้แก่ช้าลง 4 ปี

วิดีโอเกมอาจไม่ได้ทำให้สมองแย่ลงอย่างที่หลายคนกังวล ตรงกันข้าม งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ให้เห็นว่า การเล่นเกมอาจช่วยพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการประมวลผลของสมองได้ อยู่ที่รูปแบบการเล่นและประเภทของเกม
อาโรน ซีตส์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาในอเมริกา กล่าวว่า การเล่นวิดีโอเกมทำให้ผู้คนได้ฝึกทักษะที่ซับซ้อนในสภาพแวดล้อมจำลอง ซึ่งแตกต่างจากเกมฝึกสมองแบบดั้งเดิมที่มักถูกออกแบบให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมอง เช่น การเรียนรู้ การทำปริศนาอักษรไขว้ การฝึกสมอง และการเข้าสังคม ล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพสมอง และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็เริ่มบ่งชี้ว่า วิดีโอเกมอาจเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองได้เช่นกัน
งานวิจัยบอกอะไร
อ้างอิง งานวิจัยปี 2024 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร NeuroImage ได้ศึกษาการเชื่อมต่อของสมองในคน 31 คนที่เล่นเกม “StarCraft II” เป็นประจำ ซึ่งเป็นเกมวางแผนกลยุทธ์ที่ผู้เล่นต้องบริหารทรัพยากรและควบคุมกองทัพขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคนที่ไม่เล่นเกมจำนวน 31 คน
นักวิจัยพบว่า สมองของผู้เล่นเกมมีประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลมากกว่า และมีการเชื่อมต่อของสมองในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการใส่ใจทางสายตาและการทำงานเชิงบริหารที่ดีกว่า
ต่อมาในปี 2025 งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications นักวิจัยพบว่า การมีทักษะในการเล่นวิดีโอเกมมากขึ้นมีความเกี่ยวข้องกับการชะลอวัยของสมอง เช่นเดียวกับกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างดนตรีและศิลปะ โดยสมองของผู้เล่นเกมจะมีอายุอ่อนกว่า อายุจริงทางกายภาพ ประมาณ 4 ปี
งานอดิเรกที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงวิดีโอเกม อาจช่วยปกป้องการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่มักเสื่อมลงตามอายุ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งผ่านและประมวลผลข้อมูลของสมอง
นอกจากนี้ แม้เล่นเกมเพียงเล็กน้อยก็อาจให้ประโยชน์ได้เช่นกัน ในการทดลองหนึ่ง นักวิจัยให้ผู้ที่ไม่เคยเล่นเกมจำนวน 24 คน เล่น “StarCraft II” รวม 30 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3 ถึง 4 สัปดาห์ ผลพบว่าอายุสมองของพวกเขาชะลอลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่เล่นเกม “Hearthstone” ซึ่งเป็นเกมที่มีจังหวะช้ากว่าและเน้นกฎเกณฑ์มากกว่า
ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็สามารถได้รับผลดีต่อสมองได้เช่นกัน
ส่วนเกมแนวแอ็กชันอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ได้เป็นพิเศษ เพราะการพัฒนาทักษะด้านการคิดจำเป็นต้องอาศัยการท้าทายสมองหรือการเพิ่มภาระทางความคิด อย่างไรก็ตาม ระดับความท้าทายที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ที่ผ่านมา เกมฝึกสมองจำนวนมากมักเผชิญปัญหาที่นักวิจัยเรียกว่า “curse of specificity” หรือการที่ผู้เล่นพัฒนาทักษะเฉพาะทาง แต่ไม่สามารถนำไปใช้กับทักษะด้านอื่นได้ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยคลาสสิกชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้เล่นหมากรุกที่มีประสบการณ์สามารถจดจำตำแหน่งตัวหมากได้ดีกว่ามือใหม่ถึง 4 เท่า หากวางตัวหมากในรูปแบบที่เกิดขึ้นจริงในการแข่งขัน แต่เมื่อจัดวางแบบสุ่ม ความได้เปรียบด้านความจำของผู้เล่นที่มีประสบการณ์กลับหายไปทันที
แต่วิดีโอเกมบางประเภทอาจเป็นข้อยกเว้น โดยเฉพาะเกมแอ็กชัน เช่น เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งและบุคคลที่สาม ซึ่งผู้เล่นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยข้อมูลภาพอันซับซ้อน
ผู้เล่นเกมแอ็กชันมักมีการมองเห็นที่ดีกว่า ทำผลงานได้ดีในงานด้านการรับรู้เชิงพื้นที่ และควบคุมความสนใจทางสายตาได้ดีกว่า นอกจากนี้ ความสามารถด้านการใส่ใจที่ดีขึ้นอาจช่วยให้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองผลการวิจัยเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะการทดสอบทางจิตวิทยาหลายรูปแบบใช้สิ่งกระตุ้นทางสายตาที่รวดเร็วมาก ซึ่งอาจไม่สะท้อนทักษะที่ผู้คนใช้จริงในชีวิตประจำวันทั้งหมด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
