รีเซต

รางวัลโนเบลการแพทย์ กับเทคโนโลยีที่ทำให้ “ควบคุมสมองด้วยแสง”

รางวัลโนเบลการแพทย์ กับเทคโนโลยีที่ทำให้ “ควบคุมสมองด้วยแสง”
TNN ช่อง16
6 ตุลาคม 2569 ( 14:13 )
11

เปิดฉากแล้ว กับ ฤดูกาลการประกาศรางวัลโนเบล ประจำปี 2026 

นักวิทยาศาสตร์ 3 คน ได้แก่ คาร์ล ไดเซอร์รอธ (Karl Deisseroth) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน และนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ปีเตอร์ เฮเกมันน์ (Peter Hegemann) และ จอร์จ นาเกล (Georg Nagel) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ จากผลงานสำคัญด้าน Optogenetics หรือออปโตเจเนติกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ “แสง” ควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทได้

ความสำคัญของงานวิจัยนี้ไม่ได้อยู่เพียงการค้นพบวิธีใหม่ในการทดลองกับสมอง แต่คือการเปิดประตูให้มนุษย์เข้าใจว่า สมองสร้างความทรงจำ ความรู้สึก พฤติกรรม และความผิดปกติทางระบบประสาทและจิตเวชได้อย่างไร

จากสมองที่เคยเป็น “กล่องดำ” สู่การเปิด-ปิดวงจรประสาท

ก่อนมีเทคโนโลยีนี้ นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าเซลล์ประสาทและวงจรสมองมีบทบาทต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่การจะระบุให้ชัดว่า วงจรประสาทชุดใดทำหน้าที่อะไร เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

ออปโตเจเนติกส์เปลี่ยนสิ่งนี้ โดยอาศัยโปรตีนพิเศษที่ค้นพบในสาหร่าย ซึ่งสามารถตอบสนองต่อแสงได้ เฮเกมันน์และนาเกลค้นพบโปรตีนที่เรียกว่า Channelrhodopsin ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ก่อนที่ไดเซอร์รอธจะพัฒนาวิธีนำโปรตีนดังกล่าวมาใช้ควบคุมเซลล์ประสาทในสมองของสัตว์ทดลอง

พูดง่าย ๆ คือ นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เซลล์ประสาทบางกลุ่ม “เปิด” หรือ “ปิด” ด้วยแสง แล้วสังเกตว่าเมื่อวงจรนั้นทำงานหรือหยุดทำงาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความทรงจำ อารมณ์ หรือพฤติกรรมอย่างไร

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมการโนเบลระบุว่า งานของทั้งสามคนได้วางรากฐานให้เกิด ยุคใหม่ของประสาทวิทยาศาสตร์

เพราะแทนที่จะเพียง “สังเกต” สมอง นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าไปทดสอบความสัมพันธ์ของวงจรประสาทได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

แล้วมีประโยชน์ต่อการรักษาอย่างไร?

ความสำคัญที่สุดของงานนี้คือ การทำความเข้าใจวงจรสมองอย่างละเอียดอาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและจิตเวช เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของวงจรประสาท อารมณ์ ความทรงจำ และพฤติกรรม

นักวิจัยสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ศึกษาว่า เซลล์ประสาทชนิดใดและวงจรใดเกี่ยวข้องกับความผิดปกติ ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองหาเป้าหมายใหม่สำหรับการรักษาในอนาคต

นอกจากนี้ งานวิจัยยังช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจและลำไส้ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจว่าระบบประสาทควบคุมและสื่อสารกับร่างกายอย่างไร

จากห้องทดลองสู่การฟื้นฟูการมองเห็น

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าองค์ความรู้นี้กำลังเดินทางจากงานวิจัยพื้นฐานไปสู่การแพทย์ คือ การฟื้นฟูการมองเห็น

ปัจจุบันมีการทดลองทางคลินิกเพื่อนำออปโตเจเนติกส์มาใช้กับผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจาก โรคจอตาสีเสื่อมชนิด Retinitis pigmentosa ซึ่งทำลายเซลล์รับแสงในจอตา ทั้งเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย

นักวิจัยพยายามนำโปรตีนที่ตอบสนองต่อแสงเข้าไปยังบริเวณที่เสียหายของดวงตา จากนั้นผู้ป่วยจะสวมแว่นตาพิเศษที่ปล่อยแสงเพื่อกระตุ้นโปรตีนดังกล่าว

ผลการทดลองระยะแรกพบว่า ผู้ป่วยสามารถ กลับมารับรู้ภาพบางส่วนได้ เมื่อใช้ระบบดังกล่าว

แม้จะยังไม่ใช่การทำให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติ และเทคโนโลยียังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย แต่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญว่า การค้นพบโปรตีนจากสาหร่ายและการศึกษาวงจรประสาทเมื่อหลายสิบปีก่อน สามารถพัฒนาไปสู่แนวทางการรักษามนุษย์ได้

ทำไมงานนี้จึงสำคัญถึงขั้นได้รับรางวัลโนเบล?

เพราะรางวัลนี้ไม่ได้มอบให้เพียง “วิธีการทดลองใหม่” แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความเข้าใจเกี่ยวกับสมอง

ออปโตเจเนติกส์ทำให้มนุษย์มีเครื่องมือที่ละเอียดขึ้นในการถามคำถามสำคัญว่า ความทรงจำหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกหนึ่งเกิดจากวงจรใด และพฤติกรรมของเราถูกควบคุมโดยเซลล์ประสาทกลุ่มไหน

คำถามเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ “สมองที่ทำให้เราคิด รู้สึก จดจำ และเป็นตัวเรา ทำงานอย่างไร?”

และเมื่อเราเข้าใจกลไกเหล่านี้มากขึ้น ความหวังก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเข้าใจสมอง แต่คือการนำความรู้นั้นไปสร้าง วิธีวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคทางสมองและระบบประสาทในอนาคต

จากโปรตีนที่ค้นพบในสาหร่าย สู่การควบคุมเซลล์ประสาทด้วยแสง และกำลังเดินทางต่อไปสู่การฟื้นฟูการมองเห็น นี่คือเหตุผลที่งานวิจัยชิ้นนี้มีความหมายต่อ ทั้งวงการแพทย์และมวลมนุษยชาติ


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง