รีเซต

จับตาด่วน!! บริษัทไทย "ผิดนัดชำระหนี้พุ่ง" แซงหน้า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

จับตาด่วน!! บริษัทไทย "ผิดนัดชำระหนี้พุ่ง" แซงหน้า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
TNN ช่อง16
5 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )
10

บริษัทไทย "ผิดนัดชำระหนี้พุ่ง" แซงหน้า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" สัญญาณเตือน ระวังวิกฤต


สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยมาอีกครั้ง ล่าสุดตัวเลข "ผิดนัดชำระหนี้-เลื่อนหนี้" พุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี และจำนวนเคสยังแซงยุควิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 บ่งบอกว่าภาคธุรกิจไทยในวันนี้อยู่บนความเปราะบางอย่างยิ่ง น่าห่วง แต่ต้องเฝ้าระวัง เฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด ก่อนจะที่ล้มเป็นวิกฤตเป็นโดมิโน่


รายงานล่าสุดของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) เรื่อง *“2025 Default Statistics and Rating Transition Rates in Thailand”* ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีตัวเลขอัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Default) และการเลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ของบริษัทไทยที่ออกตราสารหนี้ภายใต้การจัดอันดับเครดิต เพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 5.8% ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 หรือพุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี


ซึ่งข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้ว่าภาคธุรกิจของไทยวันนี้กำลังเผชิญกับมรสุม ทั้งแรงกดดันด้านสภาพคล่อง ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ในภาพรวม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ดูเหมือนว่าการฟื้นตัวจะไม่ทั่วถึง และอัตราดอกเบี้ยก็ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา 


รายงานของ TRIS Rating ระบุว่า ในปี 2568 มีผู้ออกตราสารหนี้ไทยที่ ผิดนัดชำระหนี้จำนวน 6 ราย และ เลื่อนชำระหนี้อีก 6 ราย รวมเป็น 12 ราย เพิ่มขึ้นจาก 8 รายในปี 2567 และผลจากจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ ทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้รายปี (Annual Default Rate) ขยับขึ้นเป็น 2.9%จาก 0.9% ในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตรารวมของการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ (Default + Deferral Rate) เพิ่มขึ้นเป็น 5.8% จาก 2.9% ในปี 2567


TRIS Rating ระบุชัดว่า ระดับดังกล่าวเป็น จุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่ประเทศไทยเจอกับวิกฤตต้มยำกุ้งไม่นาน และสะท้อนว่าความตึงตัวด้านเครดิตของภาคธุรกิจไทยได้กลับมาอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอีกครั้งแล้วหรือไม่อย่างไร 


นอกจากนี้ประเด็นที่รายงานของ TRIS Rating ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ  จำนวนรวมของกรณีผิดนัดและเลื่อนชำระหนี้ในบางอุตสาหกรรมหลัก ปรากฎว่ามีเคสมากกว่าระดับที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 หรือช่วงของต้มยำกุ้ง 


โดยอุตสาหกรรมที่มีจำนวนเคสสูงมากที่สุด ได้แก่ สาธารณูปโภคที่มีการกำกับดูแล (Regulated Utilities) กรณีผิดนัดและเลื่อนชำระหนี้กว่า 42% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 17% และธุรกิจก่อสร้างและวิศวกรรม (Engineering & Construction) 17%


อย่างไรก็ตาม TRIS Rating ชี้แจงว่า แม้ “จำนวนเคส” จะสูงกว่าช่วงต้มยำกุ้ง แต่หากเรามองภาพรวมเชิงระบบยังไม่รุนแรงเทียบเท่าปี 2540 เนื่องจากโครงสร้างความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ




ย้อนรอย “ต้มยำกุ้ง” จุดแตกหักของเศรษฐกิจไทยที่ยังเป็นฝันร้ายของคนไทยจนถึงทุกวันนี้  วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เกิดจากการล่มสลายของระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบกึ่งตะกร้าเงิน เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์  ไปแตะระดับเกิน 50 บาทต่อดอลลาร์ ในเวลาไม่กี่เดือน


ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ก่อนวิกฤตปี 2540 ภาคเอกชนไทยมีหนี้เงินตราต่างประเทศในระดับสูงมาก โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น ทำให้เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่า ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทันทีหลายเท่าตัว


ในปี 2540 อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดย TRIS Rating พุ่งสูงผิดปกติถึง ประมาณ 35% โดยมีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ 6 ราย และในจำนวนนี้ 5 รายเป็นสถาบันการเงิน ที่ถูกสั่งปิดกิจการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย


ในวันนี้สำหรับปี 2568 นี่ไม่ใช่การเกิดวิกฤตแบบเดียวกัน ไม่ใช่ช็อกฉับพลัน แต่เป็นการเสื่อมถอยที่สะสมมายาวนาน TRIS Rating วิเคราะห์ว่า วิกฤตเครดิตในปี 2568 แตกต่างจากต้มยำกุ้งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้เกิดจากแรงกระแทกด้านอัตราแลกเปลี่ยนหรือหนี้เงินตราต่างประเทศ แต่เป็นลักษณะของ ความเสื่อมถอยเชิงเครดิตที่ค่อยเป็นค่อยไป


โดยภาคธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เงินลงทุนสูง ต้องเผชิญกับ อุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยสูง สภาพคล่องที่ตึงตัวต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19


ขณะที่ธุรกิจกลุ่มสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง มีลักษณะร่วมคือ ภาระหนี้สูง ระยะเวลาคืนทุนยาว และพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ทำให้ความสามารถในการบริหารหนี้ลดลงเมื่อรายได้ไม่ฟื้นตามคาด


อย่างไรก็ตามแม้วิกฤตครั้งนี้จะไม่เหมือนกับวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่สิ่งเกิดขึ้นคือระฆังที่ลั่นเตือน ว่าไทยตอนนี้เราอยู่บนความเสี่ยง เป็นสัญญาณอันตราย กระทบไปถึง Investment Grade ความเชื่อมั่นภาพรวมธุรกิจไทย 



เพราะหนึ่งในสัญญาณที่สร้างความกังวลต่อตลาดทุน คือ การที่การผิดนัดในรอบนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทอันดับเครดิตต่ำ TRIS Rating ระบุว่า ในบรรดาผู้ออกตราสารที่ผิดนัดในปี 2568 มี 2 ราย ที่เคยได้รับอันดับเครดิตระดับ BBB- (Investment Grade) ในช่วงต้นปี 2567 ก่อนที่สถานะเครดิตจะทยอยอ่อนตัวลง และนำไปสู่การผิดนัดในเวลาต่อมา


กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า ความตึงตัวด้านเครดิตได้เริ่ม ลุกลามจากกลุ่มความเสี่ยงสูง ไปสู่บริษัทที่เคยอยู่ในระดับลงทุนได้ ซึ่งในเชิงระบบ ถือเป็นสัญญาณเตือนต่อคุณภาพเครดิตของภาคธุรกิจไทยในภาพรวม


นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็น คือ การพบว่าปีที่ผ่านมามีบริษัทถูกปรับอันดับ “ขาลง” มากกว่าขาขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา TRIS Rating มีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเพียง 13 ครั้ง ขณะที่การปรับลดอันดับเครดิตมีถึง 31 ครั้ง (รวมกรณีผิดนัดและเลื่อนชำระหนี้) 


ส่วนภาพรวม ณ สิ้นปี 2568 ผู้ออกตราสารที่ได้รับมุมมองอันดับเครดิตเชิงลบ (Negative Outlook) ยังมีมากถึง 31 ราย และมีแค่เพียง 3 ราย เท่านั้นที่ได้รับมุมมองเชิงบวก ทั้งนี้่เกือบ 40% ของ Outlook เชิงลบ กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ตามมาด้วย ธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สัดส่วน 20% และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สัดส่วน 10% 

 

อย่างไรก็ตามในแง่มุมบวกก็ยังมีเช่นกัน เพราะ บริษัทไทยส่วนใหญ่อันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB โดยทาง TRIS Rating ระบุว่า อันดับเครดิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งอยู่ในกลุ่ม A คิดเป็นสัดส่วน 35.10% และ BBB อยู่ที่ระดับ 32.69% นับว่าเป็นกลุ่มที่ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุด ของอันดับเครดิตที่ประกาศต่อสาธารณะ โดยไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ยกเลิกอันดับเครดิต ผิดนัดชำระหนี้และเลื่อนชำระหนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง