"Honda" ขาดทุนรอบ 70 ปี หลังแผน EV สหรัฐฯสะดุด ส่งสัญญาณ "EV Boom" เริ่มชะลอตัว

บริษัท Honda คาดว่าจะรายงานผลประกอบการขาดทุนประจำปีครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยสาเหตุหลักมาจากการปรับกลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
โดยผลขาดทุนหลักมาจาก EV ซึ่งทาง Honda ระบุว่าจะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างสูงถึงประมาณ 2.5 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นประมาณ 15,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการยกเลิกแผนผลิตรถ EV บางรุ่นในสหรัฐอเมริกา และการปรับลดมูลค่าธุรกิจบางส่วนในจีน
ทั้งนี้จากประมาณการณ์เดิม Honda คาดว่าบริษัทจะยังคงสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แต่ล่าสุดได้ปรับประมาณการณ์เป็นขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 570,000 ล้านเยน หรือประมาณ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นการขาดทุนครั้งแรกตั้งแต่ปี 1957 ที่บริษัทเข้าตลาดหลักททรัพย์
ทั้งนี้ผู้บริหารของ Honda ระบุว่าความต้องการรถ EV ชะลอตัวแรง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำกำไรจากธุรกิจนี้ นอกจากนี้การยกเลิกนโยบายสนับสนุน EV ในสหรัฐอเมริกา และการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตจีน เช่น BYD ก็ยิ่งกดดันแผนธุรกิจของบริษัท
แต่อย่างไรก็ตาม Honda กำลังปรับแผนธุรกิจที่อาจจะลดความสำคัญใน EV และหันไปเน้นตลาดที่ยังเติบโตอยู่ เช่น อินเดีย โดยเตรียมประกาศแผนธุรกิจใหม่ในปีถัดไป เพื่อรองรับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นความต้องการที่ต่ำลง
ซึ่ง Honda ไม่ใช่รายเดียวที่เจอปัญหา ค่ายรถทั่วโลกกำลังชะลอธุรกิจ EV โดยในภาพรวมมีการบันทึกขาดทุน และด้อยค่ารวมกันหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ EV เป็นเรื่องยากกว่าที่คาด ซึ่งอาจเป็นเป็นสัญญาณว่า “EV boom” อาจเริ่มสะดุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
