รีเซต

อินโดนีเซียจ่อชิง "โตโยต้า" ย้ายฐานผลิตจากไทย

อินโดนีเซียจ่อชิง "โตโยต้า" ย้ายฐานผลิตจากไทย
TNN ช่อง16
11 สิงหาคม 2569 ( 14:33 )

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย Purbaya Yudhi Sadewa ชวนโตโยต้า ให้ย้ายศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศไทย พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่ต้องการหากตัดสินใจย้ายฐานการผลิต

การเชิญชวนดังกล่าวเป็นการประกาศอย่างเปิดเผย ภายในงานแสดงรถยนต์และเทคโนโลยียานยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งจัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของอินโดนีเซีย ในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก ขณะเดียวกัน ก็เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ 

ด้าน ซีเอ็นเอ็น อินโดนีเซีย รายงานคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า อินโดนีเซียมีความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า เมื่อพิจารณาจากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมาอินโดนีเซียอาจยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนได้มากพอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงบรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น 

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ปัจจุบัน โตโยต้า มีโรงงานในอินโดนีเซียอยู่แล้ว 5 แห่ง และยังคงพึ่งพาโรงงานผลิตในไทยสำหรับการนำเข้ารถยนต์บางรุ่น เช่น Hiace, Hilux รวมถึงรถยนต์ซีดานอย่าง Camry  และ Corolla Altis 

ส่วน รอยเตอร์ส รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า อินโดนีเซีย พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ตามที่ โตโยต้า ต้องการ หากย้ายโรงงานผลิตหลักจากประเทศไทยมายังอินโดนีเซีย

ทั้งระบุว่า อินโดนีเซีย มีความตั้งใจมาเป็นเวลานานแล้ว ที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค รวมถึงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้มีรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 2 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 13 ล้านคัน ออกวิ่งบนท้องถนนภายในปี 2030 

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหว หรือทีท่าจากทางโตโยต้าเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวออกมา แต่จะพาไปดูภาพรวมตลาดรถยนต์ของอินโดนีเซีย และของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นการเติบโตทั้งสองตลาด 

อินโดนีเซีย ช่วงครึ่งปีแรก มียอดขายรถยนต์สะสมจำนวน 436,564 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 322,410 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9รถยนต์ไฟฟ้า ประเภท BEV (บีอีวี) จำนวน 70,860 คัน เติบโตร้อยละ 51 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 

ตามรายงานข่าว ระบุว่ารถญี่ปุ่นยังครองตลาดเป็นส่วนใหญ่ โดย โตโยต้า เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในครึ่งปีแรก ด้วยยอดขายสะสมจำนวน 133,928 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตามมาด้วย Daihatsu, Suzuki และ Mitsubishi 

ส่วน BYD เป็นแบรนด์จีน ติดอันดับ 5 มียอดขายรวมช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 23,257 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 63 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับตลาดรถยนต์ในไทย ยอดขายรถยนต์สะสมช่วง 6 เดือนแรก ปี 2026 มีจำนวนรวม 346,966 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.63 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้ เป็นรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มียอดขายรวมกันอยู่ที่ 240,426 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.29 ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วน รถบีอีวี มียอดขายจำนวน 104,418 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.09 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 93.07 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

โดย โตโยต้า มียอดขายสะสม 6 เดือนแรก 117,333 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ร้อยละ 33.82 และเติบโตร้อยละ 3.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะเดียวกัน ทั้งไทยและอินโดนีเซียยังเตรียมออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นตลาดและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับอินโดนีเซีย รอยเตอร์ส รายงานว่า ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ประธานาธิบดี Prabowo Subianto เตรียมจะประกาศมาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จำนวนรวม 500,000 คัน

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเตรียมเสนอการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สูงสุด 100% สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าบางประเภท อีกด้วย

ส่วนในไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าว ในงานสัมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังประจำปี บอกว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการจูงใจทางภาษีใหม่ เพื่อดึงดูดผู้ผลิตยายนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศเพิ่มเติม 

โดยมาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต, ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนผลิตในประเทศ กับผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่าย

เบื้องต้น ผู้ประกอบการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ คือ การใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แต่หากเป็นผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย จะยังคงเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเหนือผู้ที่ลงทุนจริง และจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น

ดร.เอกนิติ ระบุด้วยว่า มาตรการใหม่ดังกล่าวจะแตกต่างจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าทั้ง 2 ระยะ คือ EV3.0 และ EV3.5 ซึ่งเป็นการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อนำไปลดราคาให้แก่ผู้บริโภค

โดยมาตรการเดิมรัฐบาลจำเป็นต้องสำรองเงินภาษีจำนวนมากเพื่อนำมาเป็นเงินอุดหนุน และยังมีความเสี่ยง หากค่ายรถได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว แต่เกิดปัญหาจนไม่สามารถผลิตรถยนต์ชดเชยในประเทศได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด และคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง