รีเซต

จีนท้าชนสหรัฐฯ! "อาลีบาบา" เผยโฉมชิป AI รุ่นใหม่

จีนท้าชนสหรัฐฯ! "อาลีบาบา" เผยโฉมชิป AI รุ่นใหม่
TNN ช่อง16
23 กันยายน 2569 ( 14:16 )

อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง (Alibaba Group Holding) เปิดตัวชิป AI (เอไอ) ที่บริษัทระบุว่า เป็นชิปที่ทรงพลังสุดในจีน ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็วในการประมวลผล เอไอ และเข้ามาแข่งขันกับ Nvidia (อินวิเดีย) พร้อมรองรับการขยายขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ ในช่วงหลายปีข้างหน้า

บลูมเบิร์ก รายงานว่า อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จีน ซึ่งกำลังเดินหน้าและให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ได้เปิดตัวชิปประมวลผล เอไอรุ่นใหม่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในชื่อ Zhenwu V900 โดยบริษัทฯ ระบุว่าชิปรุ่นนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นก่อนถึง 3 เท่า

Eddie Wu (เอ็ดดี วู) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ชิปรุ่นใหม่นี้พัฒนาโดย T-Head หน่วยงานด้านชิปของอาลีบาบา และสามารถนำชิปมากถึง 500,000 ตัวมาทำงานร่วมกันเป็นระบบขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ชิปดังกล่าวมีกำหนดเข้าสู่การผลิตในปริมาณมากในช่วงต้นปี 2027 หรือต้นปีหน้านี้

อาลีบาบา เป็นหนึ่งในบริษัทจีนชั้นนำที่ทุ่มเงินลงทุนด้าน เอไอ มากที่สุด โดยบริษัทฯ ให้คำมั่นว่าจะใช้เงินมากกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 3 ปี เพื่อขยายขีดความสามารถด้าน เอไอ ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้าน เอไอ 

โดย วู ตั้งเป้าขยายขีดความสามารถของศูนย์ข้อมูลสำหรับบริการ Alibaba Cloud ทั่วโลกให้เกิน 20 กิกะวัตต์ภายในปี 2032 หลังมองว่าความต้องการใช้บริการ เอไอ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

และบอกอีกว่า ทีมพัฒนา Qwen กำลังวางแผนสร้างโมเดล เอไอ รุ่นใหม่ที่มีพารามิเตอร์ 5 - 10 ล้านล้านตัว เพื่อรองรับงานที่มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาประมวลผลนานขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งของการเดินหน้าพัฒนา เอไอ ของบริษัท 

ทั้งนี้งานของ อาลีบาบา มีขึ้น 1 วันก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ผู้นำทั้งสองจะหารือในประเด็นต่าง ๆ ในวงกว้าง โดยมีแนวโน้มว่าประเด็นเกี่ยวกับ เอไอ จะเป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อสำคัญ 

โดยนักวิเคราะห์บางราย มองว่า ความก้าวหน้าด้าน เอไอ ของจีนกำลังทำให้จีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจากับสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีขึ้น

มุมมองดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่จีนเร่งผลักดันการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางมาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ ที่ขัดขวางการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดบางส่วน รวมถึงชิปเอไอ และเครื่องจักรสำหรับผลิตชิป โดยความพยายามพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเห็นได้จากการที่บริษัทเทคโนโลยีจีนหลายรายเดินหน้าพัฒนาชิป และโมเดลเอไอของตนเอง

ขณะที่โมเดลเอไอแบบเปิดของจีน ซึ่งมักมีราคาถูกกว่าโมเดลแบบปิดที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าจากห้องปฏิบัติการเอไอชั้นนำของสหรัฐฯ ก็เริ่มขยายการใช้งานไปทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศไม่ได้หมายความว่าจีนจะไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า การฝึกโมเดลเอไอระดับแนวหน้าในจีนยังคงพึ่งพาชิปของ Nvidia ขณะที่ ชิปที่ออกแบบโดยจีนกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น เนื่องจาก อินวิเดีย ถูกห้ามจำหน่ายชิปเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดบางรุ่นให้แก่จีน

ด้าน นีล ชาห์ (Neil Shah) รองประธานของ Counterpoint Research กล่าวว่า การใช้กำลังการประมวลผลเพิ่มเติมเพื่อชดเชยข้อจำกัดด้านชิป จะ ช่วยให้จีนยังคงมีความแข็งแกร่งภายในประเทศ

ส่วน Parv Sharma (พาร์ฟ ชาร์มา) นักวิเคราะห์อาวุโสของ กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่องว่างด้านเอไอ และการผลิตชิประหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะแคบลงมากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ รวมถึงความสามารถของจีนในการพัฒนาโรงงานผลิตชิปที่ใช้ผลิตชิปเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงความสามารถด้านการออกแบบเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Huawei (หัวเว่ย) ซึ่งกำลังเดินหน้าพัฒนาชิปเอไอ และระบบประมวลผลของตนเอง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดเผยรายละเอียดของโปรเซสเซอร์ AI และระบบประมวลผลรุ่นถัดไป พร้อมยกระดับการแข่งขันกับ อินวิเดีย 

รอยเตอร์ส รายงานว่า หัวเว่ยได้เปิดแผนพัฒนาชิปรุ่นใหม่ โดย Ascend 960DT จะพร้อมใช้งานในไตรมาส 1 ปี 2027 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิม 3 ไตรมาส ขณะที่ Ascend 960PR จะพร้อมใช้งานในไตรมาส 3 ปี 2027 เร็วกว่าแผนเดิม 1 ไตรมาส และบริษัทตั้งใจเปิดตัวชิป Ascend รุ่นใหม่ทุกปี อีกด้วย 

หัวเว่ย ยังพยายามชดเชยข้อจำกัดของชิปแต่ละตัว ด้วยการเชื่อมต่อโปรเซสเซอร์จำนวนมากเข้าด้วยกันให้ทำงานเป็นระบบประมวลผลขนาดใหญ่ โดยบริษัทเปิดเผยสถาปัตยกรรมการประมวลผลใหม่ที่เรียกว่า Peerium ซึ่งออกแบบมาให้สามารถเชื่อมต่อโปรเซสเซอร์ได้มากถึง 1 ล้านตัวในอนาคต 

ขณะที่ Ascend 960 supernode สามารถเชื่อมต่อโปรเซสเซอร์ เอไอ ได้สูงสุด 4,096 ตัว และสามารถนำหลายซูเปอร์โหนดมาเชื่อมต่อกันเป็นคลัสเตอร์ขนาดหลายแสนตัว

แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับการแข่งขันกับ อินวิเดีย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสิทธิภาพของชิป แต่รวมถึงระบบประมวลผลโดยรวมด้วย โดย หัวเว่ย ต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและการเชื่อมต่อของบริษัทมีบทบาทใกล้เคียงกับ อินวิเดีย ขณะที่ อินวิเดีย ยังคงมีข้อได้เปรียบสำคัญด้านซอฟต์แวร์จากแพลตฟอร์ม CUDA ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาและใช้งานแอปพลิเคชัน เอไอ บนชิปของบริษัท 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง