รีเซต

"จีน" เริ่มก่อนใคร กักตุนน้ำมันครั้งใหญ่ สร้างเกราะกันชน "วิกฤตพลังงานขาดแคลน" รับมือความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง

"จีน" เริ่มก่อนใคร กักตุนน้ำมันครั้งใหญ่ สร้างเกราะกันชน "วิกฤตพลังงานขาดแคลน" รับมือความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง
TNN ช่อง16
17 มีนาคม 2569 ( 08:00 )

"จีน" เตรียมตัวล่วงหน้า สำรองน้ำมันก่อนใคร กักตุนน้ำมันครั้งใหญ่ สร้างเกราะกันชน "วิกฤตพลังงานขาดแคลน" รับมือความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง


จีน เร่งกักตุนน้ำมันครั้งใหญ่เท่าที่เคยมีมา เพื่อสร้างเกราะป้องกันตนเองจากวิกฤตพลังงานโลก ที่อาจจะตามมาพร้อมกับสงครามในตะวันออกกลาง เพราะเป็นจีนเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างมาก และเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แถมยังต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งสำคัญ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ อีกด้วย  


จีนกำลังเร่งตุนน้ำมันในประเทศอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ข้อมูลล่าสุดจากศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ 2026 จีนได้นำเข้าน้ำมันดิบรวมประมาณ 96.93 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตัวเลขการเพิ่มขึ้นของตัวเลขนำเข้าพลังงานในระดับนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวของจีนไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นในตลาดพลังงานโลก


นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน มองว่าการที่จีนนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายถึงการเร่งสะสมสต็อกหรือคลังสำรองพลังงานในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีน้ำมันไหลผ่านทุกวันมากกว่าหนึ่งในห้าของอุปทานโลก


สำหรับจีน ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูง รายงานของนักวิเคราะห์จากธนาคาร Barclays ระบุว่า มากกว่า 35% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดของจีน และเกือบ 12% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติ จะต้องผ่านเส้นทางช่องแคบนี้ และถ้าหากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือถูกคุกคามอย่างรุนแรง ก็จะมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนอย่างรวดเร็ว


อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนรับรู้ และได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือมานานหลายปีแล้วล่วงหน้า เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ โดยนักวิเคราะห์ได้ประเมินว่าปัจจุบันนี้ จีนมีน้ำมันดิบสำรองประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และเพียงพอต่อความต้องการใช้งานเป็นเวลา 3-4 เดือน หรือประมาณ 120 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ


ดังนั้นเมื่อเราเอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับหลายๆประเทศ ถือว่าจีนมีความยืดหยุ่นมากกว่าหลายๆประเทศในเอเชีย  เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การผลิตน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงไป หรือหายไป ทางการจีนจะสามารถปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศได้ทันที และสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าจากภูมิภาคอื่น เช่น รัสเซีย แอฟริกา หรืออเมริกาใต้


เช่นเดียวกับ มุมมองจากนักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ที่มองว่าการสะสมสต็อกพลังงานของจีนในช่วงต้นปีเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าสหรัฐฯอาจขยายปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลก ความเป็นไปได้ดังกล่าวทำให้จีนเร่งเพิ่มคลังสำรองพลังงานเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดน้ำมันโลก




ที่ผ่านโลกเองก็ได้บทเรียนสำคัญมาแล้วจากวิกฤตพลังงานที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย วิกฤตพลังงานในปี 2008 หรือวิกฤตราคาพลังงานหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน และเหตุการณ์เหล่านี้ก็ทำให้รัฐบาลจีนตระหนักดีและไม่ลืมว่าความมั่นคงด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ


ดังนั้นในช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนจึงได้ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นคลังสำรองน้ำมัน ท่อส่งพลังงานระหว่างประเทศ หรือโครงการพลังงานในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงภูมิภาคเดียว


และหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของจีน คือ การเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งกลายเป็นแหล่งพลังงานสำคัญหลังจากประเทศตะวันตกลดการนำเข้าน้ำมันรัสเซียภายหลังสงครามยูเครน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าพลังงานโลกทำให้จีนสามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว


ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันโลกอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเกิดการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านและความเสี่ยงที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงัก


ความผันผวนของราคาพลังงานดังกล่าวทำให้หลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก หนึ่งในมาตรการสำคัญที่กำลังถูกหารือคือการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินของประเทศอุตสาหกรรม



ความกังวลเรื่องน้ำมัน เรื่องพลังงานว่าจะกลายเป็นวิกฤต เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก และหนึ่งในแนวทางที่จะมาช่วยและเป็นไปได้ คือ การระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ระดับประวัติศาสตร์


องค์การพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency หรือ IEA ลงมติเอกฉันท์ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดจำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อันเป็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย


เมื่อ 11 มี.ค. 2569 นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่า ชาติสมาชิกของ IEA ทั้ง 32 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เริ่มการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร หลังสงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว


นายบิโรลระบุว่า ความท้าทายในตลาดน้ำมันที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมีขนาดใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และประเทศสมาชิก IEA จะร่วมกันดำเนินมาตรการฉุกเฉินในระดับที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์  โดยจะมีการนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดภายใน “กรอบเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในประเทศ” ของสมาชิกแต่ละราย


ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศของ IEA มีน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวมกันไม่น้อยกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่ 6 ที่ IEA อนุมัติการระบายน้ำมันสำรองอย่างเป็นระบบ โดย 5 ครั้งก่อนหน้านี้ เช่น ในช่วงก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก หลังพายุเฮอริเคน Hurricane Katrina และ Hurricane Rita ในปี 2548 รวมถึงหลังสงครามกลางเมืองในลิเบียปี 2554 และอีกสองครั้งในปี 2565 จากผลกระทบของสงครามในยูเครน


ไม่ว่าสงครามจะจบช้าหรือเร็ว แต่สิ่งที่บอกให้จีนและโลกได้รู้ คือ ความเสี่ยงของพลังงงาน และตัวเลขสำรองที่ไม่สามารถประมาทได้อีกต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง