นายกฯ 3 หลักธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก ดันนวัตกรรมอย่างรับผิดชอบ เพื่อการเติบโตร่วมกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ AI Partnership for a Brighter Future โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ
นายกรัฐมนตรี แสดงความชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artifical Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AIGovernance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายร่วมคือ การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นายกรัฐมนตรี เสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)
การคุ้มครองประชาชน (Protection) AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ AI ในทางที่ผิด ทั้งการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบียนหรือตกไปอยู่ในมือผู้ที่จงใจใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบหนีช่องว่างทางกฏหมาย ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมติดตามมา ประชาคมโลกจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงดังกล่าวนั้นให้น้อยที่สุด
นายกรัฐมนตรี ยังได้หยิบยกข้อแนะนำของยูเนสโกว่าด้วยจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (UNESCOs Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence)ที่เป็นรากฐานสำคัญ โดยแปลงหลักการดังกล่าวสู่การปกป้องที่สามารถปฏิบัติและตรวจสอบได้ เช่น การใช้ AIปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกงทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์
โดยประเทศไทย ได้ร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และประเทศหุ้นส่วน เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม SHIELD สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดนเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ และยินดีที่จีนแสดงความสนใจเข้าร่วมความร่วมมือ สะท้อนให้เห็นว่าธรรมาภิบาล AI ไม่ใช่เพียงการกำหนดกฏกติกา แต่คีอการสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงานได้จริงร่วมกัน
การปลดล็อกศักยภาพ (Potential) นายกรัฐมนตรี เสนอหลักธรรมาภิบาล AI ที่ดี ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสถาบันที่เชื่อถือได้ประชาชนที่มีทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมไปถึงกฎระเบียบที่คาดเดาได้ เป็นที่ต้องการของทุกประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม ขณะเดียวกัน ก็ให้ความมั่นใจว่าจะปกป้องความเชี่อมั่นสาธารณะได้ด้วย
การสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) การประเมินความก้าวหน้า AI ที่แท้จริง จะดูได้จากกความเจริญของมนุษยชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ใช้ผลักดันไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา การสาธารณสุข และบริการภาครัฐ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนในทุกประเทศ พร้อมย้ำว่า ประเทศกำลังพัฒนา ควรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตของ AI ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยประเทศอื่น
โดยประเทศไทย พร้อมมีส่วนร่วมผ่าน AI Governance Practice Center ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติ (Sandbox) ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการนำหลักการธรรมาภิบาล AI ระดับสากลไปประยุกต์ใช้ และพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดผลได้จริง
ทางเลือกของเราในวันนี้ ไม่ใช่การเลือกระหว่างนวัตกรรมกับการกำกับดูแล แต่คือการร่วมกันสร้าง ความก้าวหน้าที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อให้ทุกประเทศ และทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน AI ต้องไม่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ควรเป็นเวทีแห่งความร่วมมือของประชาคมโลก เพื่อร่วมกันลดความแตกต่าง ขยายพื้นที่แห่งความร่วมมือ ส่งเสริมกฏกติกาที่เปิดทางให้กับนวัตกรรมที่รับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า AI จะสร้างอนาคตที่ปลอดภัย มั่งคั่ง โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง นายกรัฐมนตรี กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
