รีเซต

เปิดดูแผนทั่วโลกรับมืออย่างไร? ความเสี่ยง "วิกฤตน้ำมันขาดแคลน" สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงหนัก!

เปิดดูแผนทั่วโลกรับมืออย่างไร? ความเสี่ยง "วิกฤตน้ำมันขาดแคลน"  สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงหนัก!
TNN ช่อง16
17 มีนาคม 2569 ( 18:03 )
23

ทั่วโลกรับมืออย่างไร? ความเสี่ยง "วิกฤตน้ำมันขาดแคลน" สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงหนัก!


TNN WEALTH พาส่องดูแผนของประเทศต่างๆทั่วโลก เตรียมพร้อมรับมือ "วิกฤตน้ำมันขาดแคลน" อย่างไร ? หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรงขึ้น สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากการชะงักงันของเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก "ช่องแคบฮอร์มุซ" ที่เผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีหรือการปิดเส้นทางเดินเรือ


เพราะช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดพลังงานโลก มีน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของการค้าพลังงานโลกไหลผ่านทุกวัน และหากปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจหายไปหลายล้านบาร์เรลต่อวัน และอาจทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทันที ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกเริ่มนำมาตรการฉุกเฉินด้านพลังงานมาใช้ ทั้งการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ การควบคุมราคาพลังงาน รวมถึงการลดการใช้พลังงานภายในประเทศ 


"สหรัฐอเมริกา" รัฐบาลจะเริ่มระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน หรือ Strategic Petroleum Reserve ครั้งใหญ่ คลังน้ำมันดังกล่าวถือเป็นคลังสำรองพลังงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 เพื่อใช้รับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานโดยเฉพาะ โดยทางการเตรียมเริ่มปล่อยน้ำมันดิบ 86 ล้านบาร์เรล จากแผนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งหมด 172 ล้านบาร์เรล แผนการระบายน้ำมันครั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับนานาชาติในการระบายน้ำมันรวม 400 ล้านบาร์เรล 


"จีน" ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศงดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปทันที เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล เชื้อเพลิงเครื่องบิน เป้าหมายคือ เก็บน้ำมันไว้ใช้ในประเทศก่อน เพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศ หากสงครามยืดเยื้อ


พร้อมเริ่มเตรียมใช้คลังน้ำมันสำรองของประเทศเพื่อรับมือความผันผวนในตลาดพลังงาน จีนมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าจีนมีน้ำมันสำรองรวมกันมากกว่าพันล้านบาร์เรล กันชนยาวนานกว่า 120 วัน


"อินเดีย" ใช้กฎหมาย Essential Commodities Act เพื่อควบคุมการกระจายก๊าซหุงต้ม (LPG) มาตรการที่ทำ เช่น จำกัดการขายเพื่อกันการกักตุน เพิ่มการผลิต LPG สำหรับครัวเรือน ลดการใช้ในภาคธุรกิจ เพราะอินเดียกังวลว่าหากก๊าซขาดแคลน จะกระทบประชาชนจำนวนมหาศาล


พร้อมสั่งให้หน่วยงานพลังงานของประเทศเตรียมใช้ คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศอื่น เช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และประเทศในแอฟริกา


"ปากีสถาน"  รัฐบาลประกาศให้ราชการทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ ให้ พนักงาน 50% ทำงานจากบ้าน เพื่อ ลดการใช้น้ำมันจากการเดินทาง และลดค่าไฟของภาครัฐ


"ญี่ปุ่น"  รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเตรียมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองของประเทศ รวมถึงคลังของภาคเอกชน เพื่อนำเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น


ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นจะเริ่มระบายน้ำมันจากคลังสำรองของประเทศอย่างเร็วที่สุดในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว


รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ญี่ปุ่นจะเริ่มจากการระบายน้ำมันสำรองของภาคเอกชนในปริมาณเทียบเท่าการใช้ 15 วันก่อน จากนั้นจะตามด้วยน้ำมันสำรองของรัฐบาลอีกประมาณ 30 วัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ






"เกาหลีใต้"  ประกาศปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมกับใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันภายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานกระทบค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคอุตสาหกรรม 


นอกจากนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้ยกเลิกเพดานการผลิตไฟฟ้าถ่านหิน เพิ่มการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตั้งเป้าใช้กำลังผลิตนิวเคลียร์สูงถึง 80%


"สหภาพยุโรป"  ก็เริ่มใช้มาตรการร่วมกันภายใต้การประสานงานของ International Energy Agency หรือ IEA โดยประเทศสมาชิกหลายสิบประเทศตกลงที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองรวมกันหลายร้อยล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ขององค์กร


ประเทศในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และ อิตาลี ต่างเตรียมใช้คลังสำรองพลังงานของตนเองเพื่อเพิ่มอุปทานในตลาด และลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยุโรปยังพยายามกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานไปยังประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศผู้ผลิตในแอฟริกา เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน


"อาเซียน" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศในกลุ่ม อาเซียน ก็เริ่มใช้มาตรการประหยัดพลังงานและเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกัน เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง


"ไทย" ใช้มาตรการดูแลราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ให้ข้าราชการและหน่วยงานรัฐทำงานที่บ้าน Work From Home และรณรงค์ประหยัดพลังงาน


"เวียดนาม" ได้ขอความร่วมมือจากประเทศผู้มีคลังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงน้ำมันดิบในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง


พร้อมเตรียมปรับนโยบายภาษีพลังงานเพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทาน โดยมีแผนลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำมันชั่วคราว เพื่อให้ผู้นำเข้าพลังงานสามารถนำเข้าน้ำมันได้มากขึ้นและลดต้นทุนเชื้อเพลิงภายในประเทศ


นอกจากนี้ เวียดนามยังใช้ กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งขอให้ธนาคารกลางสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ค้าน้ำมัน เพื่อให้บริษัทนำเข้าน้ำมันสามารถเพิ่มปริมาณการจัดซื้อเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้มากขึ้น


"ฟิลิปปินส์" ใช้มาตรการลดการใช้พลังงาน เช่น ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน การจำกัดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐ และการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน


"อินโดนีเซีย" เริ่มจำกัดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐและรณรงค์ให้ลดการใช้เชื้อเพลิง




ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า มาตรการต่าง ๆ ที่หลายประเทศนำมาใช้ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานครั้งใหม่ที่มีต้นตอจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ความตึงเครียดในเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกอาจทำให้ตลาดน้ำมันเผชิญการหยุดชะงักครั้งใหญ่


ในระยะสั้น การระบายน้ำมันสำรองจากหลายประเทศอาจช่วยบรรเทาความผันผวนของตลาดพลังงานได้ แต่ในระยะยาว เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังผลักดันให้หลายประเทศต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของตนเองมากขึ้น ทั้งการเพิ่มคลังสำรองน้ำมัน การกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน และการเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือก


เพราะในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง