ปิดฉาก"ทรัมป์"เยือนจีนปิดดีลขายน้ำมัน-โบอิงสำเร็จ

การเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างชื่นมื่นคาดว่าการเจรจาในหลายเรื่องได้ข้อยุติและผลสรุปเป็นที่น่าพอใจสองฝ่ายทั้งด้านการค้า การลงทุน และการปลดล็อคข้อจำกัดในด้านต่างๆ หลังทรัมป์ขนนักธุรกิจตัวท็อปไปร่วมเจรจาด้วย
การพบปะกันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เดินทางไปเยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อวานนี้(14 พ.ค.) ซึ่งในงานเลี้ยงอาหารค่ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้เชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปเยือนสหรัฐ ในวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งจะเป็นการเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสี นับตั้งแต่ปี 2015
ขณะที่ท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนได้เรียกร้องให้สองประเทศ “เป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” สะท้อนจากคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยหวังว่าปี 2569 จะเป็น "ปีแห่งประวัติศาสตร์และหมุดหมายสำคัญ" ที่จะเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
จีนและสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความแตกต่างกัน พร้อมกับเสริมว่า ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งคือโอกาสของอีกฝ่าย และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีเสถียรภาพเป็นผลดีต่อโลก ดังนั้นจีนและสหรัฐฯ ควรเป็นพันธมิตรกันแทนที่จะเป็นคู่แข่งกัน
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าเขา”เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะดีกว่าที่เคยเป็นมา และคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะมีอนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน"
การพบปะครั้งสำคัญนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตรและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่อบอุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเผชิญกับประเด็นขัดแย้งสะสมมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการค้า
จากการเปิดเผยข้อมูลของทั้งรัฐบาลจีนและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว มี5 ประเด็นสำคัญ ที่เป็นหัวใจหลักของการหารือในครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. การกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ ใหม่ โดยสองผู้นำได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ ให้เป็นไปในลักษณะ "เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" โดยรัฐบาลปักกิ่งจะใช้กรอบแนวคิดนี้เป็นแนวทางหลักในการดำเนินนโยบายสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้าและหลังจากนั้น
2.ทั้ง 2 เปิดใจเจรจา สู่การประชุมเชิงบวกและสมดุล ซึ่งผู้นำจีนระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศควรทำงานร่วมกันเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่เกิดขึ้นได้ยากนี้ไว้ โดยรัฐบาลปักกิ่งพร้อมเปิดรับการขยายความร่วมมือทางการค้าจากฝั่งสหรัฐมากยิ่งขึ้น ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มผู้นำทางธุรกิจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาหลายแห่งได้ร่วมคณะเดินทางไปกับทรัมป์ในครั้งนี้ด้วย
3.ยกระดับดีลการค้า-เปิดประตูการลงทุน โดยผู้นำจีนได้เสนอให้ทั้งสองมหาอำนาจเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านช่องทางทางการทูตและทางทหารให้มากขึ้น เพื่อลดความระแวงและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน
ฝั่งทรัมป์ยังได้ย้ำถึงความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลปักกิ่งใน 2 ประเด็นหลัก คือการขอความร่วมมือให้จีนเดินหน้าปราบปรามการลักลอบส่งออกยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐ และการเร่งเพิ่มยอดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกา
4.ทางออกวิกฤติน้ำมันหลังจากสองมหาอำนาจเห็นตรงกันต้องเปิด ‘ฮอร์มุซ’ ซึ่งจีนยังได้แสดงความสนใจที่จะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากสหรัฐให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน
5.ส่วนกรณีของ ‘ไต้หวัน’ จุดชี้ขาดความสัมพันธ์ 2 มหาอำนาจ และต้องจับตาเพราะประเด็นนี้ผู้นำนได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงกรณีของ "ไต้หวัน" โดยย้ำชัดว่า “เป็นประเด็นที่สำคัญและเปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน”
โดยสรุปแล้วสองผู้นำชาติมหาอำนาจคงชิงไหวชิงพริบกันเจรจา 4 ประเด็นสำคัญ ที่น่าจะเป็นหัวใจหลักของการพูดคุย คือ วาระทางเศรษฐกิจ, ประเด็นไต้หวัน, สงครามอิหร่าน และเทคโนโลยี AI ก่อนที่จะนำไปสู่ข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างทั้งสองประเทศมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตามประเด็นชิปเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ การดึงตัว” เจนเซน หวง”ร่วมคณะแบบกะทันหัน ส่งสัญญาณว่าปัญหาการส่งออกชิป AI รุ่นล้ำสมัยอย่าง H200 ของ Nvidia อาจเป็นหนึ่งในวาระหลักบนโต๊ะเจรจา หลังจากที่ผ่านมาการส่งมอบชิปดังกล่าวต้องหยุดชะงักเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องเงื่อนไขการขายจากทั้งฝั่งจีนและสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลของสหรัฐฯ ที่กลัวว่าจีนจะนำเทคโนโลยีนี้ไปเสริมศักยภาพทางการทหาร
ขณะที่จีนเองก็กำลังเร่งพัฒนาชิปและโมเดล AI ของตนเองอย่าง DeepSeek เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia ดังนั้นการที่หวงเดินทางไปกับทรัมป์เป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปลดล็อกการขายชิป H200 ที่ค้างคาอยู่
ส่วนการเยือนจีนของเมห์โรทรา CEO Micron น่าสนใจมาก เพราะจีนเคยสั่งแบนชิปของ Micron ในปี 2023 โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ซึ่งคาดว่า เขาอาจไปแก้ปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจในจีนโดยตรง
ส่วนซีอีโอรายอื่นๆไปทำอะไรที่จีนนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า มัสก์ในฐานะเจ้าของ Tesla และ SpaceX กำลังเจรจาขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxis) ในจีน ขณะที่ต้องการผลักดันยอดขายหุ่นยนต์ AI ของตนเองในตลาดจีน
นอกจากนี้ มัสก์ยังมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ผลิตแผงโซลาร์จากซัพพลายเออร์จีนมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ แต่ดีลนี้อาจสะดุด เพราะจีนกำลังพิจารณาจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้นโยบายกีดกันทางการค้า
ส่วนการไปของออร์ตเบิร์ก CEO Boeing เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ล็อตใหญ่ของสายการบินจีน ซึ่งอาจมีจำนวนสูงถึง 500 ลำ โดยออร์ตเบิร์กเคยระบุว่า ดีลนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ 100% เพราะปัจจุบัน Boeing กำลังเสียเปรียบอย่างหนักให้กับคู่แข่งอย่าง Airbus ที่กวาดดีลจากจีนไปแล้วกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2025
สำหรับการไปของกลุ่มผู้บริหารด้านการเงิน อย่าง Blackstone, BlackRock, Goldman Sachs, Citigroup, Visa และ Mastercard อาจเป็นการรวมพลังผลักดันให้จีนเปิดเสรีและลดมาตรการกีดกัน เพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดภาคการเงินของจีนได้มากขึ้น ส่วน CEO จาก Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร มีการคาดการณ์ว่า เขาจะไปเจรจาให้จีนกลับมาซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ อย่างถั่วเหลืองอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ จีนได้หันไปนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลและอเมริกาใต้ เพื่อตอบโต้นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์
นอกเหนือจากมิติด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงตลาด การเยือนครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงสงบศึกทางการค้าที่เปราะบางระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีการระงับการเก็บภาษีศุลกากรกันไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025
บรรยากาศการค้าหลังจากนี้จึงน่าจะคลี่คลายลงหลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์์ว่าจีนตกลงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังหารือเกี่ยวกับข้อตกลงด้านพลังงานและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมถึงแนวคิดจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคีสำหรับภาคธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
