ถอดรหัส “จงหนานไห่” สีจิ้นผิงกำลังสอนทรัมป์ ? ไม่ใช่แค่พาเดินเล่นในสวน

“จงหนานไห่” สถานที่ที่เต็มไปด้วยสัญญะ
เมื่อ “สีจิ้นผิง” ต้องการสอนบทเรียนแห่งมหาอำนาจให้กับทรัมป์ ผ่านการเดินชมสวน ?
พาถอดทุกสัญญะที่แฝงอยู่ด้านในสวน “จงหนานไห่” ที่อาจเตือนสติให้ทรัมป์เกี่ยวกับโลกใบนี้ได้บ้าง…
“จิงกู่” คือสวนลับที่อยู่ด้านในเขตของ “จงหนานไห่” อีกทีหนึ่งและเป็นสถานที่ที่ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง พาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปเยี่ยมชมและทั้งเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสวนแห่งนี้ให้ทรัมป์ฟัง พร้อมกับย้ำว่า สวนจิงกู่นี่มีผู้นำเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เข้ามาและทรัมป์คือหนึ่งในนั้น เช่นเดียวกับสาธารณชนที่ก็เพิ่งเคยเห็นภาพด้านในจิงกู่ไปพร้อมๆ กับทรัมป์ด้วย
ต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น พันกันเป็นหนึ่งเดียว
สวน “จิงกู่” มีชื่อเสียงจาก “เหลียนหลี่ไป๋” หรือที่เรียกว่า “ต้นไซเปรสพันเกี่ยว” ต้นไม้นี้มีอายุมากกว่า 200 ถึง 300 ปี ที่มีลักษณะเฉพาะเป็นต้นไม้ลำต้นใหญ่ 2 ต้นที่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองได้เอียงเข้าหากันตามธรรมชาติจนลำต้นและกิ่งก้านเชื่อมรวมเป็นต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกัน ปกติแล้ว การเชื่อมต่อกันเองตามธรรมชาติของต้นไม้ใหญ่เช่นนี้เรียกว่า ปรากฏการณ์ Inosculation ซึ่งหมายถึง ปรากฏการณ์ที่ส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้สองต้นที่แตกต่างกัน จะเจริญเติบโตเชื่อมต่อกัน เป็นการต่อกิ่งเองตามธรรมชาติและแลกเปลี่ยนสารอาหารกัน
ต้นไม้นี้กลับเป็น “สัญญะ” ที่ชัดเจนที่ สีจิ้นผิง อาจกำลังบอกกับทรัมป์ถึง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เหมือนต้นไม้พันเกี่ยวต้นนี้ แม้สองประเทศจะเป็นมหาอำนาจที่อยู่กันคนละฟากของโลก แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอยู่ร่วมกันในโลกนี้ แต่ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็ยังสามารถพึ่งพาและแลกเปลี่ยนสิ่งที่ดีต่อกัน จนร่วมกันสร้างงลำต้นที่แข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวได้เหมือน “ต้นไซเปรสพันเกี่ยว” ต้นนี้
บทกวีที่เขียนไว้ตรงทางเข้า
ตรงทางเข้าสวน “จิงกู่” ที่ทรัมป์และสีจิ้นผิง เดินมาด้วยกัน จะมีบทกวีสมัยราชวงศ์ชิงของจักรพรรดิเฉียนหลง ที่เขียนไว้เป็นภาษาจีนและสามารถแปลได้ว่า
“แสงจันทร์บนพื้นพิภพ และบันไดดุจหมู่เมฆ เปิดสู่อาณาจักรอันสงบในพงไพร”
บทกวีดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศซึ่งก็คือสหรัฐฯ และจีน ยอมรับซึ่งกันและกันและเผชิญหน้ากันอย่างสุขุม ท่ามกลางความซับซ้อนของโลกใบนี้ ซึ่งสอดคล้องกับสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิงที่กล่าวต้อนรับทรัมป์ก่อนเริ่มการประชุมทวิภาคีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มหาศาลาประชาคม ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า จีนและสหรัฐฯ ควรเป็น “หุ้นส่วน ไม่ใช่ศัตรู”
ดอกกุหลาบจีน “Yueguehua”
ระหว่างเดินในสวนจงหนานไห่ ท่ามกลางกำแพงสีแดงน้ำตาล ทรัมป์ชี้ไปยังดอกไม้ริมทางพร้อมทั้งกล่าวกับสีจิ้นผิงด้วยความชื่นชมว่า “กุหลาบเหล่านี้สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น”
ดอกไม้ที่ทรัมป์เห็นนั้นคือ “ดอกกุหลาบจีน” หรือ Yueguehua เป็นกุหลาบกลีบซ้อนพื้นเมืองของจีนและยังเป็นดอกไม้ประจำกรุงปักกิ่ง ดอกกุหลาบนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งดอกไม้” โดยชื่อของมันแปลตรงตัวว่า “ดอกไม้ที่บานทุกเดือน” และเป็นสัญลักษณ์ของความรักอันยั่งยืน พลังชีวิต ความเยาว์วัย และสันติภาพ
ซึ่งในความหมายเชิงสันติภาพ ในประวัติศาสตร์จีน ดอกกุหลาบจีนนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและมิตรไมตรีทางการทูต เนื่องจากมันเคยถูกใช้เป็นของขวัญแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ เพื่อสื่อถึงการสนทนาอย่างสงบ ความเคารพซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ซึ่งระหว่างเดินคุยกันสีจิ้นผิง ได้บอกกับทรัมป์ว่าเขาจะมอบเมล็ดดอกกุหลาบจีนแบบนี้ให้ทรัมป์เป็นของขวัญด้วย และทรัมป์ก็กล่าวว่าเขาชอบมันมาก และไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นดอกกุหลาบจีนไปปรากฏตัวในสวนกุหลาบในทำเนียบขาวด้วย
ศาลา “ชุนอี๋เย่อี้”
หลังจากถ่ายภาพร่วมกัน ทรัมป์และสีจิ้นผิง ได้ดื่มชาที่ศาลา “ชุนอี๋เย่อี้” (Chunyiyei) หรือที่เรียกกันว่า “ศาลาความเป็นหนึ่งอันบริสุทธิ์” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สำนักงานหลักของผู้นำจีน เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่และสำคัญตั้งอยู่ในบริเวณสวนจงหนานไห่ ศาลานี้มีความโดดเด่นและน่าสนใจในประวัติศาสตร์จีนหลายอย่าง ทั้งเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิคังซีและจักรพรรดิเฉียนหลงใช้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ราษฎรในการให้ความสำคัญกับการเกษตร
นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บภาพวาดล้ำค่าอย่าง “ภาพวัวห้าตัว” ผลงานศิลปะระดับชาติอันล้ำค่าของราชวงศ์ถังด้วย ที่สำคัญคือศาลาแห่งนี้ถูกใช้เป็นจุดต้อนรับและจิบน้ำชารับรองแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้นำประเทศในทุกยุคสมัยที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความพิเศษที่สีจิ้นผิง ได้เปิดศาลาแห่งนี้ต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ
ก่อนที่ทรัมป์และสีจิ้นผิง จะร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ “ชุนโอวจ้าย” สถานที่พักผ่อนยุคก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนซึ่งระหว่างการดื่มชามีการเสิร์ฟชาด้วยถ้วยสีทองพร้อมของว่าง จนทรัมป์กล่าวออกมาว่า “การเยือนครั้งนี้ยอดเยี่ยมมาก เราบรรลุข้อตกลงการค้าที่ยอดเยี่ยม ซึ่งดีต่อทั้งสองประเทศ”
อย่างไรก็ตาม “จงหนานไห่” ยังถูกขนานนามว่าเป็น “เครมลินแห่งปักกิ่ง” เหมือนกับทำเนียบประธานาธิบดีเครมลินของรัสเซีย ที่แทบจะไม่เปิดเผยด้านในต่อสาธารณะ ซึ่งการใช้สถานที่นี้ต้อนรับทรัมป์ก็เป็นสัญญะถึงการ “เปิดเผย” ระหว่างจีนต่อสหรัฐฯ มากขึ้น เนื่องจากที่นี่คือ “เขตชั้นใน” ของสีจิ้นผิง ที่เดิมทีเคยเป็นสวนหลวงและสถานที่จัดงานเลี้ยงในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของจีนหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949
โดยที่ การเชิญทรัมป์มายังจงหนานไห่ยังถูกมองว่าเป็นการตอบแทนการต้อนรับที่ทรัมป์เคยพาสีจิ้นผิง เยี่ยมชมคฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดาของเขา ในปี 2017 ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า การกำหนดให้ทรัมป์เยือนจงหนานไห่ในวันสุดท้าย สะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไปสู่ “เสถียรภาพมากกว่าการเผชิญหน้า”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
