หนี้ครัวเรือนไทยสูง รัฐกู้ใกล้เพดาน IMF เตือนจากกรุงเทพฯ ดอกเบี้ยแพงอีกนาน

พูดง่าย ๆ คือ ยุคเงินกู้ราคาถูกยังไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้ ใครที่มีหนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือรัฐบาล จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น และไทยมีหนี้มากทั้งสองฝั่ง
ทั้งสองเรื่องยังเชื่อมกัน เพราะเมื่อครอบครัวต้องเอาเงินไปผ่อนหนี้ และรัฐต้องเอางบไปจ่ายดอกเบี้ย เงินที่เหลือไว้ใช้จ่ายและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ใหม่ก็น้อยลง
ฝั่งประชาชน หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 85.2% ของ GDP ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจไทยทั้งปีเป็นเงิน 100 บาท คนไทยติดหนี้รวมกันราว 85 บาท ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่าครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยเกือบ 800,00 บาทต่อครัวเรือน
ฝั่งรัฐบาล หนี้สาธารณะอยู่ที่ 67.94% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% ตามกรอบวินัยการคลัง และปีงบประมาณ 2569 รัฐต้องตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหนี้ 270,664 ล้านบาท
IMF เห็นอะไร ทำไมดอกเบี้ยจะแพงไปอีกนาน
IMF ประเมินว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน เพราะพื้นฐานของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ความผันผวนชั่วคราว
คำถามนี้มาจากผู้สื่อข่าวชาวสิงคโปร์ ซึ่งถามว่าหากต้นทุนการกู้ยืมอยู่สูงนาน รัฐบาลจะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร โดยยกไทยที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นตัวอย่าง
"คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า (ต้นทุนการกู้ยืม) จะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน" คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าว
เธออธิบายว่า ราคาพลังงานแพงทำให้ของแพง ดอกเบี้ยจึงขึ้นตาม บวกกับบริษัททั่วโลกแห่ระดมเงินไปลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความต้องการเงินกู้จึงสูง ราคาของเงินหรือดอกเบี้ยจึงแพงตาม
ทำไมไทยต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น
ไทยต้องจ่ายแพงขึ้นเพราะดอกเบี้ยพื้นฐานของทั้งโลกขยับขึ้น ไม่ใช่เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นไทยน้อยลง จอร์เจียวาระบุว่า ความเสี่ยงที่นักลงทุนมองประเทศตลาดเกิดใหม่ยังทรงตัว แต่ทุกประเทศถูกยกพื้นขึ้นพร้อมกัน
"แต่พื้นกำลังยกตัวสูงขึ้น และสิ่งนี้กำลังกัดกร่อนสิ่งที่ตลาดเกิดใหม่ทำสำเร็จมา ด้วยการทำให้ต้นทุนชำระหนี้สูงขึ้น" จอร์เจียวา ระบุ
ตัวเลขในไทยยืนยันภาพนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยรายงานว่า ดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายเมื่อกู้เงินระยะ 10 ปี อยู่ที่ 2.37% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.71 จุดเปอร์เซ็นต์จากสิ้นปี 2568 ดอกเบี้ยหุ้นกู้ของภาคเอกชนก็ปรับขึ้นในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม จอร์เจียวาย้ำว่ายังไม่ใช่วิกฤต ตลาดยังทำงานตามปกติ และประเทศต่าง ๆ ยังกู้เงินได้
หนี้ครัวเรือนไทยสูงแค่ไหน และไม่ดีอย่างไร
หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในกลุ่มสูงที่สุดในโลก ตามที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 85.2% ของ GDP ลดลงจากจุดสูงสุด 95.5% ในช่วงโควิด แต่ยังสูงกว่าเส้น 80% ที่ถือว่าน่ากังวล
ผลสำรวจครัวเรือน 1,720 รายของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า 91.8% มีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 794,945 บาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากปีก่อน
ปัญหาข้อแรกคือเศรษฐกิจโตช้า เงินที่ต้องเอาไปผ่อนหนี้คือเงินที่ไม่ได้ถูกใช้จ่ายอย่างอื่น เมื่อทุกบ้านรัดเข็มขัดพร้อมกัน ร้านค้าก็ขายได้น้อยลง ธุรกิจก็จ้างงานน้อยลง ธนาคารแห่งประเทศไทยอ้างงานวิจัยของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ว่า การกู้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้แค่ช่วงสั้น ๆ แต่ถ้าหนี้ครัวเรือนเกิน 80% ของ GDP จะเริ่มฉุดการเติบโตในระยะยาว
ปัญหาข้อที่สองคือความเปราะบาง บ้านที่ผ่อนหนี้จนเงินแทบไม่เหลือ ไม่มีเงินสำรองรับเรื่องไม่คาดคิด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่ารายจ่ายฉุกเฉินอย่างน้ำท่วม อาจทำให้ความเปราะบางลามไปถึงครัวเรือนรายได้ปานกลาง
รัฐบาลไทยกู้เยอะเกินไปหรือไม่
หนี้ของรัฐบาลไทยยังไม่เกินเพดาน แต่เข้าใกล้มากแล้ว ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 13.19 ล้านล้านบาท หรือ 67.94% ของ GDP ขณะที่เพดานอยู่ที่ 70% สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ราว 68% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
จอร์เจียวาไม่ได้ประเมินหนี้สาธารณะไทยเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อตอบคำถามเรื่องหนี้ของฝรั่งเศสและยูโรโซน เธออธิบายหลักที่ใช้ได้กับทุกประเทศที่มีหนี้สูง
"ปัญหาคือต้นทุนของเงินกู้นั้น และมันจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ หากระดับหนี้ไม่ลดลง" จอร์เจียวา กล่าว
ในไทย ต้นทุนนี้เห็นได้ชัด ปีงบประมาณ 2569 รัฐตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหนี้ 270,664 ล้านบาท ราว 7.1% ของงบประมาณทั้งหมด เฉลี่ยวันละราว 740 ล้านบาท หรือราว 3,800 บาทต่อคนไทยหนึ่งคนต่อปี เงินก้อนนี้คือเงินที่จะไม่ได้ถูกนำไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล หรือถนน และเมื่อหนี้ใกล้เพดาน รัฐก็มีช่องว่างให้กู้เพิ่มน้อยลงหากเกิดวิกฤตซ้ำซ้อนเข้ามาอีก
"พื้นฐานสำคัญ จัดบ้านของคุณให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้น ประชาชนและภาคธุรกิจของคุณจะต้องจ่ายราคา" จอร์เจียวา ระบุ ถึงข้อความที่ IMF ส่งถึงประเทศสมาชิก
ประเทศไทยควรแก้อย่างไร
IMF แนะไทยสามทาง คือเร่งทำให้เศรษฐกิจโต ทำฐานะการเงินของประเทศให้แข็งแรง และค้าขายกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เมื่อรายได้โตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้จะลดลงเอง
"มุ่งยกระดับการเติบโตของคุณ ทำให้แน่ใจว่าคุณมีรากฐานเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแรงมาก เพื่อไม่ให้เปราะบางต่อแรงกระแทก" จอร์เจียวา กล่าว
ข้อที่สามเป็นข้อที่เธอให้น้ำหนักเป็นพิเศษ เธอระบุว่าอาเซียนค้าขายกับโลกภายนอกมากกว่าค้ากันเอง การค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ 22% ขณะที่สหภาพยุโรปค้ากันเองถึง 60%
"ดังนั้น ยังมีอีกมากที่ไทยทำได้ เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากเพื่อนบ้าน" จอร์เจียวา ระบุ
แต่การเติบโตอย่างเดียวอาจไม่พอ เมื่อตอบคำถามเรื่องหนี้ของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ หวังพึ่งการเติบโตที่แข็งแรงเพื่อลดหนี้ จอร์เจียวาให้มุมมองของ IMF ไว้ว่า
"การเติบโตช่วยได้แน่นอน แต่ไม่สามารถทำให้การปรับตัวที่จำเป็นเกิดขึ้นได้เร็วพอ" จอร์เจียวา กล่าว
AI คือโอกาสของไทยหรือไม่
"ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่แถวหน้าของการได้ประโยชน์จากกระแสลงทุน AI" จอร์เจียวา ระบุ
ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานว่าครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,299 โครงการ มูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์และ AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ IMF ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากแรงหนุนของการลงทุนด้าน AI
อีกด้านหนึ่ง จอร์เจียวาเตือนในการแถลงข่าวเดียวกันว่า หากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามคาด อาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดได้
ทำไม IMF เตือนว่าอย่าชะล่าใจ
จอร์เจียวาใช้วลี Winter is coming หรือฤดูหนาวกำลังมา ในสองความหมาย ความหมายแรกคือฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ ซึ่งจะทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นและกดดันราคาพลังงาน ความหมายที่สองคือคำเตือนเรื่องความประมาท
"เพราะเรายืนหยัดผ่านแรงกระแทกมาได้มากมาย จึงมีความเสี่ยงจริง ๆ ที่จะเกิดความชะล่าใจ" จอร์เจียวา กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
