หนี้สาธารณะไทยใกล้เพดาน 70% จับตางบรัฐบาลบนเวที IMF

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เป็นเวทีสำคัญในการหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงความท้าทายด้านหนี้สาธารณะและการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศสมาชิก
สำหรับประเทศไทย หนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจที่ต้องติดตามคือระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ใกล้กรอบเพดาน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่รัฐบาลยังต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อรองรับภารกิจภาครัฐ การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ระบุว่า ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้างประมาณ 13.19 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.94% ของ GDP ขณะที่กรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท โดยมีวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570 ทำให้การเพิ่มรายได้ภาครัฐ การบริหารรายจ่าย และการควบคุมระดับหนี้สาธารณะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลในระยะต่อไป
หนี้สาธารณะไทย 13.19 ล้านล้านบาท เหลือช่องว่าง 2.06%
ข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 จากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะรวม 13,191,837.86 ล้านบาท หรือประมาณ 13.19 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.94% ของ GDP
เมื่อจำแนกตามประเภท พบว่าหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาลประมาณ 11.97 ล้านล้านบาท รองลงมาเป็นหนี้รัฐวิสาหกิจประมาณ 1.06 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นหนี้รัฐวิสาหกิจในภาคการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน และหนี้หน่วยงานของรัฐ
หากเทียบกับกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP จะพบว่าสัดส่วนหนี้ไทยเหลือระยะห่างจากเพดาน 2.06 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้การก่อหนี้เพิ่มเติมต้องพิจารณาควบคู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม การที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะผิดนัดชำระหนี้ เพราะความเสี่ยงทางการคลังยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ทั้งโครงสร้างหนี้ ระยะเวลาครบกำหนดชำระ ภาระดอกเบี้ย และความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล
ข้อมูลจาก สบน. ระบุว่า หนี้สาธารณะไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาวตามอายุคงเหลือ คิดเป็นประมาณ 88.7% ของหนี้ทั้งหมด ช่วยลดแรงกดดันจากการครบกำหนดชำระหนี้ในระยะสั้น แต่รัฐบาลยังต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
เปิดงบปี 2570 รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท
กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กำหนดวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาลสำหรับจัดสรรเป็นรายจ่ายไว้ 3 ล้านล้านบาท และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 788,000 ล้านบาท
การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการคลังที่รัฐบาลใช้สนับสนุนเศรษฐกิจและดำเนินภารกิจภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ แต่การกู้เงินเพิ่มเติมย่อมทำให้รัฐบาลต้องบริหารภาระหนี้ในอนาคตให้สอดคล้องกับรายได้ที่จัดเก็บได้
ขณะเดียวกัน แผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2570 กำหนดวงเงินก่อหนี้ใหม่ประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท ครอบคลุมการก่อหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันตามโครงการและภารกิจ
ทั้งนี้ วงเงินก่อหนี้ใหม่ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากครอบคลุมการกู้เงินหลายประเภท และต้องแยกพิจารณาจากวงเงินบริหารหนี้เดิม
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดสรรเงินกู้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างโอกาสในการขยายตัวของเศรษฐกิจระยะยาว
รายจ่ายประจำกินสัดส่วนกว่า 73% จำกัดงบลงทุนใหม่
โครงสร้างงบประมาณปี 2570 เป็นอีกปัจจัยที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นภาระที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง
จากกรอบงบประมาณรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท มีรายจ่ายประจำประมาณ 2.79 ล้านล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ 789,172 ล้านบาท หรือ 20.8%
ส่วนงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 462,470 ล้านบาท คิดเป็น 12.2% ของงบประมาณรวม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายจ่ายเพื่อชำระหนี้เป็นการจำแนกงบประมาณอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีรายการบางส่วนซ้อนกับการจำแนกตามลักษณะรายจ่าย จึงไม่สามารถนำสัดส่วนรายจ่ายประจำ รายจ่ายลงทุน และรายจ่ายชำระหนี้มาบวกกันโดยตรงได้
เมื่อรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายบุคลากร การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ สวัสดิการตามกฎหมาย และภาระชำระหนี้ ย่อมทำให้การเพิ่มงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ต้องพิจารณาความจำเป็นและแหล่งเงินรองรับอย่างรอบคอบ
โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบคมนาคม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องใช้งบประมาณต่อเนื่องหลายปี
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายและการจัดลำดับความสำคัญของโครงการจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง
IMF คาด GDP ไทยโต 2.1% เพิ่มโจทย์บริหารหนี้
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ระหว่างการประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพมหานคร ระบุประมาณการเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570
ขณะที่เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะขยายตัว 3.1% และ 3.4% ตามลำดับ
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากการขยายตัวของ GDP มีผลโดยตรงต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะ
การคำนวณหนี้สาธารณะต่อ GDP ใช้ยอดหนี้คงค้างเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโตได้สูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลควบคุมการก่อหนี้ให้อยู่ในระดับเหมาะสม ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะได้
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลยังต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุล ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะทำได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเกี่ยวข้องกับรายได้ภาษี ทั้งภาษีจากการบริโภค รายได้ประชาชน และผลกำไรภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล
การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ส่งเสริมการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นปัจจัยที่มีส่วนช่วยเพิ่มฐานรายได้ภาษีและเสริมความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว
เวที IMF–World Bank ชี้ความเสี่ยงหนี้โลกเพิ่มสูง
การประชุม IMF–World Bank ประจำปี 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ยังให้ความสำคัญกับภาระหนี้สาธารณะทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงและมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายการคลัง
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 IMF เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งเสริมความแข็งแกร่งทางการคลัง ผ่านการควบคุมการขาดดุล การบริหารรายจ่าย และการลดความเสี่ยงจากภาระหนี้ หลังประเมินว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับ 100% ของ GDP
โรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF ระบุถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการทางการคลังอย่างเหมาะสม เนื่องจากการชะลอปรับโครงสร้างการคลังอาจทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและลดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะที่คริสตาลินา เกออร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ให้ความสำคัญกับการจัดการภาระหนี้ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศรายได้น้อย ซึ่งต้องจัดสรรรายได้จำนวนมากสำหรับชำระหนี้และมีทรัพยากรสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจจำกัด
สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับความจำเป็นในการรักษาวินัยการคลังควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และการบริหารหนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด
รัฐบาลเดินหน้าลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่วินัยการคลัง
ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้วางแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน
รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% ต่อปีภายในระยะเวลา 3 ปี ผ่านการเพิ่มการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ของนายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำ โดยยืนยันว่าจะบริหารงบประมาณภายใต้กฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ
การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการจัดเก็บรายได้ภาครัฐในระยะยาว
หนี้ไทยยังอยู่ในกรอบ 70% แต่ต้องบริหารพื้นที่การคลัง
เมื่อพิจารณาสถานการณ์หนี้สาธารณะไทย ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 จากข้อมูลหนี้คงค้างเดือนสิงหาคม พบว่าประเทศไทยยังมีระดับหนี้สาธารณะอยู่ภายใต้กรอบเพดาน 70% ของ GDP และมีโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการครบกำหนดชำระหนี้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้ที่ 67.94% ของ GDP ทำให้รัฐบาลต้องบริหารการก่อหนี้ใหม่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับการขาดดุลงบประมาณปี 2570 จำนวน 788,000 ล้านบาท และรายจ่ายประจำที่มีสัดส่วนสูงกว่า 73% ของงบประมาณทั้งหมด
อีกปัจจัยสำคัญคือการขยายตัวของเศรษฐกิจ หากประเทศไทยสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และควบคุมการขาดดุล ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารภาระหนี้ระยะยาว
การประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพมหานครจึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารการคลังและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับการดูแลเสถียรภาพทางการคลัง
สำหรับระยะต่อไป ประเด็นที่ต้องติดตามคือการดำเนินการตามกรอบงบประมาณปี 2570 ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ต้นทุนดอกเบี้ย และผลของการลงทุนภาครัฐต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางหนี้สาธารณะไทยในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
