รีเซต

เปิด 5 โจทย์เศรษฐกิจโลก เวที IMF-World Bank ไทยต้องรับมืออย่างไร?

เปิด 5 โจทย์เศรษฐกิจโลก เวที IMF-World Bank ไทยต้องรับมืออย่างไร?
TNN ช่อง16
14 ตุลาคม 2569 ( 15:21 )
16

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญในการหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์ TNN ในรายการ “ชั่วโมงข่าว” วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องติดตามจากการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และการนำผลหารือระหว่างประเทศมาพัฒนานโยบายเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หนี้สาธารณะไทยยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ต้องควบคุมไม่ให้เกินกรอบ 70%

รศ.ดร.สมชาย อธิบายว่า หนี้สาธารณะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายประเทศต้องเผชิญ เนื่องจากเป็นภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ และจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ในการบริหารประเทศ

โดยทั่วไป ระดับหนี้สาธารณะที่ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มักถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการพิจารณาวินัยทางการคลัง อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีความสามารถรองรับภาระหนี้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนการกู้ยืม อัตราดอกเบี้ย และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นเคยมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 200% ของ GDP แต่สามารถบริหารภาระหนี้ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำในอดีต

สำหรับประเทศไทย ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 หนี้สาธารณะอยู่ต่ำกว่า 60% ของ GDP มาอย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะเป็นไม่เกิน 70% ของ GDP

รศ.ดร.สมชาย ประเมินว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วง 60% กว่าของ GDP แม้เพิ่มขึ้นจากอดีต แต่ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยรัฐบาลพยายามรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินกรอบที่กำหนด

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ควบคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโตและรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจากภาระหนี้จะลดลง ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ความสามารถในการชำระหนี้ย่อมได้รับผลกระทบ

ภูมิรัฐศาสตร์กดดันเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานเป็นความเสี่ยงสำคัญ

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวที IMF และ World Bank คือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจของประเทศต่าง ๆ

รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศและสถานการณ์สงครามส่งผลต่อราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานประเภทต่าง ๆ ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญต้นทุนที่ปรับราคาสูงขึ้น

เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและขนส่ง ขณะที่ภาครัฐต้องพิจารณาผลกระทบต่อรายจ่ายและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงเหล่านี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ ทำให้การบริหารเศรษฐกิจไม่สามารถพิจารณาเฉพาะปัจจัยทางการเงินได้อีกต่อไป

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ประเทศสมาชิกจะร่วมกันหารือแนวทางรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการสร้างความร่วมมือเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและการเงินในระยะยาว

AI และการเงินดิจิทัล โอกาสยกระดับเศรษฐกิจไทย

รศ.ดร.สมชาย กล่าวถึงแนวทางที่ประเทศไทยนำเสนอในเวทีระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัย และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง หรือ Inclusive Finance

แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความสามารถในการแข่งขัน

หนึ่งในตัวอย่างที่ รศ.ดร.สมชาย กล่าวถึง คือแนวคิดการนำ AI มาเชื่อมโยงกับโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ เช่น การจัดทำบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูล และการตลาด

แนวทางนี้มีเป้าหมายให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถสนับสนุนการพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิด Thailand New Horizon และ Thailand Blueprint ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางและแผนดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของไทย

สำหรับผลลัพธ์จากการประชุม รศ.ดร.สมชาย คาดหวังว่าจะมีการรวบรวมข้อเสนอและแนวทางความร่วมมือผ่านกระบวนการหารือระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อกำหนดทิศทางการรับมือความท้าทายร่วมกัน

ทั้งนี้ รายละเอียดและสถานะของข้อเสนอต่าง ๆ ต้องติดตามผลการประชุมและประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ไทยเดินหน้าบทบาทประเทศขนาดกลาง ใช้อาเซียนเชื่อมเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของกลุ่มประเทศ Global South หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น

รศ.ดร.สมชาย มองว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank เพื่อส่งเสริมบทบาทของตนเองในฐานะประเทศขนาดกลาง

แนวทางที่มีการกล่าวถึงคือการใช้ความร่วมมืออาเซียนเป็นกลไกเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และพลังงาน

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบพลังงานระหว่างลาว ไทย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานระดับภูมิภาค

รศ.ดร.สมชาย เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มบทบาทในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยอาศัยความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

การเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกในประเด็นที่มีผลต่ออนาคตของภูมิภาค

ถอดบทเรียนปี 2534 ถึง 2569 เตือนอย่าซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง

ประเด็นสุดท้าย รศ.ดร.สมชาย เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยระหว่างปี 2534 กับปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank ห่างกัน 35 ปี

ในปี 2534 โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคสงครามเย็นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน ประเทศไทยในขณะนั้นมีแนวทางเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการเงินในช่วงต่อมาเกิดขึ้นภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีข้อจำกัด ทำให้ภาคเอกชนจำนวนหนึ่งกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ โดยประเมินความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ไม่เพียงพอ

เมื่อเกิดปัญหาความไม่สมดุลทางการเงิน ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ก่อนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง

รศ.ดร.สมชาย เห็นว่า บทเรียนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะแม้ประเทศไทยจะสามารถวางตำแหน่งให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกได้ แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ

สำหรับปี 2569 โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง โดยมี AI เทคโนโลยีดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญ ประเทศไทยจึงต้องนำบทเรียนในอดีตมาประกอบการวางนโยบาย เพื่อให้การปรับตัวทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือด้านการเงินอยู่แล้ว แต่การพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจ

จับตาผลประชุม IMF-World Bank ไทยนำข้อเสนอไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด

การประชุม IMF และ World Bank ปี 2569 จัดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาระหนี้สาธารณะ ความผันผวนของพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

จากมุมมองของ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศ

การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองต่อประชาคมโลก ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามหลังการประชุมคือการนำข้อเสนอและความร่วมมือที่เกิดขึ้นไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง