คนไทยเริ่มชีวิตพร้อมหนี้ แก่แล้วหนี้ยังไม่หมด กดเศรษฐกิจทั้งระบบ

คนรุ่นใหม่ไทย เริ่มทำงานพร้อมภาระหนี้
ในอดีต การเป็นหนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อเริ่มสร้างครอบครัว ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือเริ่มธุรกิจ แต่ภาพของเศรษฐกิจไทยในวันนี้กำลังเปลี่ยนไป เพราะคนจำนวนมากกำลัง “เริ่มชีวิตพร้อมหนี้”
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณเตือนว่า คนรุ่นใหม่ไทยกำลังก่อหนี้เร็วขึ้น โดยเฉพาะหนี้เพื่อการบริโภค เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล การผ่อนสินค้า และสินเชื่อดิจิทัล
ข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพนี้ชัดเจน คือ
50% ของคนอายุ 30 ปี เริ่มเป็นหนี้แล้ว
ขณะที่ 20% ของ Gen Z กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อนอายุ 30 ปี
นี่หมายความว่า คนจำนวนไม่น้อยยังไม่ทันสร้างทรัพย์สิน แต่กลับเริ่มมีปัญหาทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย
โลกดิจิทัล ทำให้ “ก่อหนี้ง่ายขึ้น”
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ โลกการเงินดิจิทัล ที่ทำให้การเข้าถึงเครดิตง่ายกว่าเดิม
ทั้งบัตรเครดิตออนไลน์ สินเชื่อดิจิทัล และระบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ทำให้คนสามารถใช้รายได้ในอนาคตได้ทันทีผ่านมือถือ
สิ่งที่ ธปท. กังวล คือ คนจำนวนมากอาจกำลังใช้จ่ายเกินศักยภาพรายได้จริง จนเริ่มเสียเครดิตตั้งแต่อายุยังน้อย และเมื่อเริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้เสีย ก็อาจกระทบต่อการซื้อบ้าน การลงทุน หรือการสร้างฐานะในระยะยาว
ไทยกำลังเข้าสู่ยุค “แก่ก่อนปลดหนี้”
ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่ปัญหาหนี้กำลังลามไปถึงผู้สูงอายุ
ข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่า
คนอายุ 60–69 ปี มีหนี้เฉลี่ย 453,438 บาทต่อคน
ส่วนกลุ่มอายุ 70–79 ปี ยังมีหนี้เฉลี่ยสูงถึง 287,932 บาทต่อคน
สะท้อนว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ได้ “แก่พร้อมเงินออม” แต่กำลัง “แก่ก่อนปลดหนี้”
หนี้ที่ยังค้างอยู่มีทั้งหนี้บ้าน หนี้ส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต และหนี้จากการประคองค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจชะลอ
สังคมสูงวัย + หนี้สูง = แรงกดดันเศรษฐกิจระยะยาว
ในอดีต ผู้สูงอายุอาจเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีเงินออม แต่วันนี้หลายคนกลับต้องนำรายได้หลังเกษียณไปใช้หนี้
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดแค่ระดับครัวเรือน แต่ลามถึงเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะเมื่อผู้สูงอายุยังต้องกันเงินไว้ชำระหนี้ กำลังซื้อในประเทศก็จะอ่อนแรงลงทันที
ธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และบริการ อาจเผชิญแรงกดดันระยะยาว ขณะที่ภาระบางส่วนยังถูกส่งต่อไปยังลูกหลาน ทำให้คนวัยทำงานต้องแบกทั้งค่าใช้จ่ายตัวเองและครอบครัวพร้อมกัน
คนรายได้น้อย เริ่ม “หลุดออกจากระบบการเงิน”
อีกด้านหนึ่งของปัญหา คือ การเข้าถึงสินเชื่อในระบบเริ่มยากขึ้น
หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ธนาคารพาณิชย์จำนวนมากเข้มงวดการปล่อยกู้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน หรือผู้ที่มีภาระหนี้เดิมสูง
ผลคือ คนจำนวนมากเริ่มหันไปพึ่ง
โรงรับจำนำ
สหกรณ์
หรือแหล่งเงินกู้นอกระบบ
สภาพัฒน์ระบุว่า ธุรกิจโรงรับจำนำและสหกรณ์เติบโตสวนทางกับภาคธนาคาร สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยกำลัง “หลุดออกจากระบบการเงินหลัก”
SME ก็เริ่มมีปัญหาหนี้หนักขึ้น
ปัญหาหนี้ไม่ได้กระทบแค่ครัวเรือน แต่เริ่มลามสู่ภาคธุรกิจ
ข้อมูลจาก ธปท. และเครดิตบูโร ระบุว่า หนี้เสียของ SME เพิ่มจาก 8.51% ในไตรมาส 1 ปี 2568 มาอยู่ที่ 9.12% ในไตรมาส 1 ปี 2569
สะท้อนว่า ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง จากต้นทุนที่ยังสูง ทั้งค่าไฟ พลังงาน ดอกเบี้ย ค่าแรง และวัตถุดิบ ขณะที่ยอดขายฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
เมื่อธุรกิจเริ่มชำระหนี้ยาก ธนาคารก็ยิ่งระวังปล่อยกู้ ทำให้ SME เข้าถึงสภาพคล่องยากขึ้น และเศรษฐกิจยิ่งฟื้นตัวช้ากว่าเดิม
ทางออก ไม่ใช่แค่พักหนี้ แต่ต้อง “หลุดวงจรหนี้”
หลายฝ่ายเริ่มมองตรงกันว่า ปัญหาหนี้ของไทยไม่ใช่แค่วิกฤตชั่วคราว แต่เชื่อมโยงทั้งรายได้ ค่าครองชีพ และพฤติกรรมการเงิน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ช่วยให้มีเงินใช้” แต่คือ “ทำอย่างไรให้คนหลุดจากวงจรหนี้ได้จริง”
แนวทางสำคัญ ได้แก่
ลดการก่อหนี้ใหม่
ปรับโครงสร้างหนี้
ดึงคนกลับเข้าสู่ระบบการเงิน
สร้างวินัยการเงิน
ส่งเสริมเงินออมฉุกเฉิน
เพราะหากคนจำนวนมากยังติดอยู่ในวงจร “รายได้ไม่พอ → กู้เพิ่ม → จ่ายขั้นต่ำ → หนี้สะสม” เศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งฟื้นตัวได้ยากขึ้น
ปัญหาหนี้ของไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขหนี้ครัวเรือนสูง แต่กำลังสะท้อน “โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง”
เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตพร้อมหนี้
ผู้สูงอายุยังปลดหนี้ไม่ได้
คนรายได้น้อยหลุดจากระบบการเงิน
และ SME เริ่มอ่อนแรง
ทั้งหมดกำลังเชื่อมโยงเป็นแรงกดดันเดียวกันต่อเศรษฐกิจไทย
คำถามสำคัญต่อจากนี้ คือ ไทยจะสามารถเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “หนี้” ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้าง “รายได้และความมั่นคงทางการเงิน” ได้หรือไม่
เพราะท้ายที่สุด การหลุดจากวงจรหนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนหนึ่ง แต่คือเงื่อนไขสำคัญของอนาคตเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
