รีเซต

"หนี้ยุคดิจิทัล" เปลี่ยนชีวิตคนไทย ผ่อนไม่เว้นแม้แต่อาหาร

"หนี้ยุคดิจิทัล" เปลี่ยนชีวิตคนไทย ผ่อนไม่เว้นแม้แต่อาหาร
TNN ช่อง16
27 พฤษภาคม 2569 ( 17:18 )

 หนี้ยุคใหม่ เริ่มจาก “ของใช้รายวัน”

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนภาพสำคัญว่า ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากไม่ได้เริ่มก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาวเหมือนในอดีต แต่เริ่ม “ผ่อนของใช้รายวัน” มากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งการผ่อนมือถือ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ไปจนถึง “ผ่อนค่าอาหารและเครื่องดื่ม” กำลังสะท้อนว่า หนี้ยุคใหม่ไม่ได้เกิดจากความฟุ่มเฟือยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดดันค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค แต่กำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่รายได้ของคนจำนวนมากอาจโตไม่ทันต้นทุนการใช้ชีวิต

โลกดิจิทัล ทำให้ “ใช้เงินอนาคต” ง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจน คือ โลกการเงินดิจิทัล

ระบบ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ทำให้การใช้เงินล่วงหน้าเกิดขึ้นง่ายมาก ผ่านมือถือเพียงไม่กี่คลิก

ในมุมหนึ่ง BNPL ช่วยให้คนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันกำลังทำให้ “การก่อหนี้” กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

หลายคนเริ่มใช้ BNPL ไม่ใช่เพื่อซื้อของฟุ่มเฟือย แต่ใช้เป็น “เครื่องมือหมุนเงิน” เพื่อประคองค่าใช้จ่ายรายวัน

ปัญหาใหญ่ ไม่ใช่หนี้ก้อนเดียว แต่คือ “หนี้เล็กหลายก้อน”

สิ่งที่ ธปท. เริ่มกังวล คือ หนี้ก้อนเล็กจำนวนมากอาจกำลังสะสมเงียบ ๆ

แม้ยอดผ่อนแต่ละครั้งอาจดูไม่สูง แต่เมื่อเกิดพร้อมกันหลายรายการ ทั้งมือถือ เสื้อผ้า อาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายรายวัน ภาระรวมอาจสูงกว่ารายได้จริง

นี่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเริ่ม “ใช้รายได้ในอนาคต” เพื่ออยู่รอดในปัจจุบัน

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายประจำวัน ต่างปรับสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของแรงงานระดับกลางและล่างฟื้นตัวไม่ทัน

ผลคือ คนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะ “รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย”

นี่คือเหตุผลที่ BNPL เติบโตเร็ว เพราะผู้บริโภคจำนวนมากต้องการสภาพคล่องระยะสั้นเพื่อประคองชีวิต


โมเดล “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ชัดเจน ได้แก่

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

 ฟินเทค (FinTech)

สินเชื่อดิจิทัล

 บัตรเครดิต

ค้าปลีกมือถือและสินค้าไอที

เพราะยิ่งลูกค้าผ่อนได้ง่าย ยอดขายก็ยิ่งโตเร็ว

ผู้เล่นสำคัญในตลาดไทย เช่น

Atome

SPayLater

LazPayLater

K PAY LATER


ข้อมูลจาก FinTech Futures อ้างอิงรายงานของ PayNXT360 และ ResearchAndMarkets ระบุว่า ปี 2568 ตลาด BNPL ไทยมีมูลค่าราว 3,940 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าอาจขยายสู่ 6,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2573 โดยเติบโตเฉลี่ยถึง 14.9% ต่อปี

สะท้อนว่า “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคนไทย


ล่าสุด ธปท. เริ่มส่งสัญญาณชัดว่า กำลังศึกษาว่าควรกำกับตลาด BNPL หรือไม่ และควรคุมเข้มระดับไหน

สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า คาดว่าปี 2569 จะเห็นความชัดเจนมากขึ้น

สะท้อนว่า หน่วยงานกำกับเริ่มมองว่า BNPL ไม่ใช่แค่ “บริการผ่อนสินค้า” แต่กำลังเชื่อมโยงกับเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

BNPL มีทั้งด้านบวกและด้านเสี่ยง

ด้านหนึ่ง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยอดขาย และการบริโภค

แต่อีกด้าน หากโตเร็วเกินไปโดยไม่มีการกำกับ อาจทำให้หนี้ครัวเรือนสะสมเร็วขึ้น

สิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือ หากการบริโภคจำนวนมากขับเคลื่อนด้วย “หนี้” สุดท้ายกำลังซื้อระยะยาวอาจอ่อนแรงลงทันที เมื่อภาระผ่อนเริ่มสะสมมากขึ้น



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง