รีเซต

ระวัง! เป็นหนี้ไม่รู้ตัว? เพราะ "ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง" คนไทยใช้พุ่ง 100%

ระวัง! เป็นหนี้ไม่รู้ตัว? เพราะ "ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง" คนไทยใช้พุ่ง 100%
TNN ช่อง16
16 มิถุนายน 2569 ( 08:00 )

Buy Now Pay Later โตแรงเกือบ 100% ต่อปี ผู้ใช้พุ่งแตะ 5 ล้านบัญชี ธปท.จับตาความเสี่ยงหนี้ครัวเรือน เตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแลปลายปี 2569


กิเลส หรือ ความจำเป็น? ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง เทรนด์ฮิตที่อาจพาคนไทยติดกับดักหนี้


หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน การผ่อนชำระเป็นเรื่องของสินค้าราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ บ้าน โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ ผู้ซื้อจำเป็นต้องยื่นเอกสาร แสดงรายได้ และผ่านขั้นตอนอนุมัติสินเชื่อที่ค่อนข้างซับซ้อน


แต่ในโลกดิจิทัลวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพียงกดไม่กี่ครั้งบนแอปพลิเคชัน ผู้บริโภคสามารถเลือก "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง ชานมไข่มุก หรือแม้แต่ข้าวมื้อหนึ่ง


ยอดชำระแต่ละงวดที่ดูเหมือนเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาท ทำให้หลายคนรู้สึกว่าสินค้าที่เคยเกินกำลังซื้อ กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ BNPL กลายเป็นหนึ่งในบริการทางการเงินที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกอีคอมเมิร์ซ และได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่


ความสะดวกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำว่า "หนี้"


แม้ผู้บริโภคจำนวนมากจะมองว่า BNPL เป็นเพียงช่องทางชำระเงินรูปแบบหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือรูปแบบของสินเชื่อหรือการกู้ยืมเงินล่วงหน้า คำถามสำคัญคือ ผู้ใช้จำนวนมากกำลังตระหนักหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่กดเลือก BNPL นั่นคือการสร้างภาระหนี้ในอนาคต และคำถามนี้เองที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เริ่มจับตาการเติบโตของธุรกิจดังกล่าวอย่างใกล้ชิด


เพราะหากระบบการเงินเปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถก่อหนี้ได้ง่ายเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่แล้วในปัจจุบัน


หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วง คนวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด


นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีคนไทยเป็นหนี้กว่า 25.5 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 38% ของประชากรทั้งประเทศ สิ่งที่น่ากังวลคือ กลุ่มคนอายุ 20-35 ปี ซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นทำงาน กลับมีสัดส่วนการเป็นหนี้สูงถึง 52.7%


แม้ว่าหนี้บางส่วนจะเป็นหนี้เพื่อการประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ แต่คนกลุ่มนี้กลับมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL สูงที่สุดถึงประมาณ 27% เมื่อพิจารณาควบคู่กับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ BNPL จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ระบบการเงินกำลังเปิดทางให้คนรุ่นใหม่สร้างหนี้ได้ง่ายเกินไปหรือไม่





ทำไม BNPL จึงน่ากังวลกว่าการผ่อนทั่วไป?


เหตุผลสำคัญคือ "ความง่าย" ในอดีต การขอสินเชื่อจำเป็นต้องมีเอกสารจำนวนมาก ต้องตรวจสอบรายได้ และใช้เวลาพิจารณาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ แต่ในโลกดิจิทัล ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที


ผู้ให้บริการจำนวนมากใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลทางเลือก หรือ Alternative Data ในการประเมินความเสี่ยง เช่น

* ประวัติการซื้อสินค้าออนไลน์

* พฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชัน

* ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ

* ประวัติการชำระเงินในอดีต


เมื่อระบบประเมินว่าผู้ใช้งานมีความน่าเชื่อถือ ก็สามารถอนุมัติวงเงินได้แบบอัตโนมัติ บางกรณี ผู้บริโภคแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังใช้สินเชื่อ เพราะระบบแสดง BNPL เป็นทางเลือกหลักในการชำระเงิน นี่คือประเด็นที่ ธปท. กังวลอย่างมาก เพราะผู้บริโภคอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงการจ่ายเงินแบบปกติ ทั้งที่แท้จริงแล้วคือการก่อหนี้ล่วงหน้า


เมื่อ "ความเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน" ลดลง


นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอธิบายว่า BNPL ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ เพราะระบบดังกล่าวช่วยลดสิ่งที่เรียกว่า "Pain of Paying" หรือความรู้สึกเจ็บปวดจากการใช้จ่าย เมื่อไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนทันที สมองของมนุษย์มักรับรู้ว่าสินค้านั้นมีราคาถูกลง


ผลที่ตามมาคือ ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น และซื้อในปริมาณมากกว่าที่วางแผนไว้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผ่อนเพียงรายการเดียว แต่อยู่ที่การมีภาระผ่อนพร้อมกันหลายรายการ หนี้เล็ก ๆ จำนวนมาก เมื่อรวมเข้าด้วยกัน อาจกลายเป็นภาระทางการเงินก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว


ตัวอย่าง "ชานมไข่มุกผ่อนชำระ" ที่สะท้อนความเสี่ยง


หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือกรณีที่ผู้ว่าการ ธปท. ยกตัวอย่างการผ่อนชำระชานมไข่มูกราคา 106 บาท หากเลือกผ่อน 2 เดือน ผู้บริโภคจ่ายประมาณ 54.66 บาทต่อเดือน หรือหากผ่อน 3 เดือน จะจ่ายเพียงประมาณ 36.82 บาทต่อเดือน ตัวเลขดังกล่าวดูเหมือนเป็นภาระเล็กน้อย แต่เมื่อคำนวณในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยต่อปี กลับเทียบเท่าอัตราประมาณ 16-19% จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ยอดผ่อนรายเดือนจะดูต่ำ แต่ต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่ผู้บริโภครับรู้


BNPL ไทยโตแรง ผู้ใช้พุ่งแตะเกือบ 5 ล้านบัญชี


ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า การเติบโตของ BNPL ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่รวดเร็วมาก ในปี 2564 จำนวนบัญชีผู้ใช้งาน BNPL อยู่ที่ประมาณ 600,000 บัญชี แต่ภายในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.91 ล้านบัญชี หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี


ขณะที่มูลค่าสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 17,908 ล้านบาท และขยายตัวเฉลี่ยราว 38% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า BNPL กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยอย่างรวดเร็ว



กลุ่มเสี่ยงคือใคร?


ข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า ผู้ใช้งาน BNPL ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม

* นักศึกษา

* คนเพิ่งเริ่มทำงาน

* ผู้มีรายได้ไม่สูง

* คนอายุประมาณ 23-30 ปี


ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการค้างชำระหนี้สูงที่สุด สาเหตุสำคัญมาจากรายได้ที่ยังไม่มั่นคง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง และในยุคโซเชียลมีเดีย การตลาดออนไลน์ยิ่งทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม เพียงเลื่อนดูฟีดไม่กี่นาที ก็สามารถกดซื้อสินค้าและเลือกผ่อนชำระได้ทันที


 BNPL ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องมีการกำกับดูแล


อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ BNPL ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป ในหลายประเทศ BNPL ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนวัตกรรม แต่อยู่ที่การใช้งานและการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพราะทุกนวัตกรรมทางการเงินย่อมต้องมาพร้อมกลไกคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อป้องกันไม่ให้ประโยชน์ในระยะสั้น กลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาว


ธปท. เตรียมออกเกณฑ์คุม BNPL ปลายปีนี้


ธปท. เตรียมประกาศหลักเกณฑ์กำกับดูแล BNPL ภายในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569


มาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่

* กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ

* พิจารณาระดับรายได้ก่อนอนุมัติ

* กำหนดประเภทหรือมูลค่าขั้นต่ำของสินค้าที่สามารถใช้ BNPL ได้

* กำหนดเพดานต้นทุน อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม

* เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล

* ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง


เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจอย่างชัดเจนว่า BNPL คือการกู้ยืมรูปแบบหนึ่ง และต้องรับผิดชอบต่อภาระทางการเงินที่เกิดขึ้น


หนี้ก้อนเล็ก อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจ


Buy Now Pay Later อาจไม่ใช่ปัญหา หากผู้บริโภคใช้ด้วยความเข้าใจและมีวินัยทางการเงิน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หนี้ก้อนเล็กจำนวนมากที่สะสมขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะในวันที่ยอดผ่อนจากชานมไข่มุก เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และสินค้าออนไลน์หลายรายการมารวมกัน ภาระรายเดือนอาจสูงกว่าที่หลายคนคาดคิด


และหากคนจำนวนมากเริ่มผ่อนไม่ไหว จนกลายเป็นหนี้เสีย ปัญหาที่เริ่มต้นจากการกดซื้อสินค้าเพียงไม่กี่คลิก อาจลุกลามกลายเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศได้ในที่สุด หนี้ไม่ได้อันตรายเพราะมีจำนวนมากเสมอไป แต่อันตรายเพราะเราเริ่มก่อมันโดยไม่รู้ตัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง