“ศุภจี” ชู 4 ทางปลดล็อกเศรษฐกิจไทย เปิดตลาดใหม่ เพิ่มมูลค่า สร้างโอกาสคนตัวเล็ก

“ศุภจี” ปาฐกถา ชู Trade-Led Sustainable Growth วาง 4 Unlocking รับโลกการค้ายุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok Post Forum 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ภายใต้หัวข้อ “Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth” ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 สิงหาคม 2569
โดยระบุว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบันต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยใช้“การค้า” เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและ AI การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นางศุภจีกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว (Multipolar Economy) โดยต้องดำเนินนโยบายการค้าที่ “เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล” พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยไทยต้องเปิดกว้างเพื่อทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ
ขณะเดียวกันต้องกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจาก 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงหากยังพึ่งพาตลาดกระจุกตัว จึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งผ่าน FTA การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ
“เราต้องเปิดกว้าง กระจายตลาด และรักษาสมดุล เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ เราจึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย” นางศุภจีกล่าว
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและศักยภาพจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย สามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันไทยมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น
นางศุภจีกล่าวว่า จากจุดแข็งดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปลดล็อก “3 ช่องว่าง” เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่
1. ช่องว่างด้านมูลค่า (Value Gap) ต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์
2. ช่องว่างด้านตลาด (Market Gap) ต้องมองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต
3. ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม (Participation Gap) ต้องทำให้ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น
“SMEs มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยสร้างประมาณ 35% ของ GDP แต่สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายปี สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้อง SMEs แต่ต้องให้อุปกรณ์ ทักษะ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ SMEs สามารถแข่งขันและเติบโตได้” นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 รายเป็น SMEs และ MSMEs แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก
วาง 4 Unlocking ชู Trade-Led Sustainable Growth
สำหรับแนวทางการปลดล็อกการเติบโต นางศุภจีได้เสนอ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ปลดล็อกตลาด (Unlocking Markets) กระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ โดยแม้ FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การเปิดตลาดไม่จำเป็นต้องรอเพียงการจัดทำ FTA ซึ่งอาจใช้เวลา จึงต้องใช้ทั้งการเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากการที่การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อขยายฐานการค้าให้กว้างขึ้น
2. ปลดล็อกมูลค่า (Unlocking Values) เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และอะไรคือคุณค่าที่ตลาดโลกต้องการ โดยปรับจากการให้การผลิตเป็นตัวนำตลาด ไปสู่ Market-Led Production หรือใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์
3. ปลดล็อกโอกาส (Unlocking Opportunities) ขยายโอกาสไปสู่ SMEs MSMEs และผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องทำให้สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้มากขึ้น
4. ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น (Unlocking Trust and Resilience) สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยมุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกที่มีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความเชื่อมั่น (Trust)” เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกปรับเปลี่ยน ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ดังนั้น ไทยควรสร้างบทบาทของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า
สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่รับผิดชอบด้านการค้าและบริการ จะมีการทำงานผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่
1. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy
2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
3. ชุมชนและ SMEs
4. การค้าระหว่างประเทศ
โดยจะไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน
การทำงานดังกล่าวจะยึดหลักสำคัญ 5 ประการ คือ ปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้
Quick Big Wins เห็นผลได้ภายใน 6–12 เดือน
นางศุภจีกล่าวว่า ในระยะต่อไปจะต้องกำหนด Quick Big Wins ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเห็นผลได้ภายใน 6–12 เดือน มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ ขณะเดียวกันต้องกำหนด Big Wins สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่งผลเพียงระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืน จัดลำดับความสำคัญ กำหนดเจ้าภาพและพันธมิตร กำหนดกรอบเวลา มีหมุดหมายที่ชัดเจน และมี KPI ที่วัดผลได้
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยการดำเนินงานต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาในระยะสั้นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อคว้าโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการที่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วสูญเสียโอกาสในอนาคต แต่ต้องสร้างรูปแบบการเติบโตที่สามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและสร้างศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน
“เราไม่ได้ทำสิ่งที่จะให้ประโยชน์เพียงระยะสั้นแล้วปล่อยให้ประโยชน์ระยะยาวหายไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่สามารถรับมือกับความท้าทายในวันนี้ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศ” นางศุภจีกล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
