รีเซต

นักเศรษฐศาสตร์เสนอรัฐบาล ขยายสิทธิธุรกิจร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ” หนุนเศรษฐกิจวงกว้าง

นักเศรษฐศาสตร์เสนอรัฐบาล ขยายสิทธิธุรกิจร่วม  “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ”   หนุนเศรษฐกิจวงกว้าง
TNN ช่อง16
23 กันยายน 2569 ( 08:32 )
12

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยกับ เปิดเผยผลโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ” ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ว่า แม้ภาครัฐจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กับเงินที่ประชาชนจ่ายเพิ่ม รวมกว่า 100,000 ล้านบาท แต่ผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับจำกัด เฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.1 ต่อเดือน หรือคิดเป็นผลต่อ GDP รวมประมาณร้อยละ 0.4 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้การอัดฉีดเม็ดเงินสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง เศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัวเช่นเดิม

 

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป เสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับรูปแบบการดำเนินโครงการในช่วง 2 เดือนที่เหลือ จากเดิมที่เน้นการกระตุ้นการบริโภค มาเป็นการสนับสนุนภาคเอกชนและภาคการผลิต โดยนำงบประมาณมาใช้ในลักษณะร่วมจ่าย หรือ Co-payment กับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานและบัณฑิตจบใหม่ ทั้งการเพิ่มทักษะและการปรับทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 

แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระต้นทุนของภาคเอกชนในการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการอาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ประมาณ 3-6 เดือน ก่อนที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมช่วยเพิ่มทักษะแรงงานไทยในระยะยาว

 

อีกข้อเสนอ คือ การขยายกลุ่มผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมโครงการ จากปัจจุบันที่กำหนดรายได้ไม่เกิน 1ล้าน 8แสนบาท (1.8 ล้านบาท) ต่อปี ให้ครอบคลุมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มากขึ้น

 


รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า ผู้ประกอบการกลุ่มไมโครที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนประมาณ 2ล้าน 7แสน (2.7 ล้าน) ราย และมีบทบาทต่อ GDP ประมาณร้อยละ 3 ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในด้านการจัดซื้อวัตถุดิบ การจ้างงาน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

ดังนั้น หากเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าร่วมโครงการมากขึ้น เม็ดเงินที่เข้าสู่ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวจะสามารถส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายย่อยผ่านการซื้อวัตถุดิบและบริการ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลว่าการที่ผู้บริโภคหันไปใช้สิทธิ์กับร้านค้ารายย่อยมากขึ้น ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีหลายสาขา ซึ่งยังต้องแบกรับต้นทุนด้านแรงงานและค่าใช้จ่ายประจำ 



รศ.ดร.อัทธ์ เสนอว่า ภาครัฐควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการควบคู่กัน โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งไมโคร ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ต่างเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนตัว 


ทั้งนี้ รศ.ดร.อัทธ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุด้วยว่า หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการลดต้นทุนควบคู่กับการขยายฐานร้านค้าและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดแรงกดดันต่อต้นทุนของธุรกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาการจ้างงานและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ได้อีกด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง