รีเซต

รู้จักเทรนด์มาแรง "ใช้เงินคุ้มค่า" บอกลายุค"อวดรวย" เมื่อเงินหายาก บีบคนรุ่นใหม่

รู้จักเทรนด์มาแรง "ใช้เงินคุ้มค่า" บอกลายุค"อวดรวย" เมื่อเงินหายาก บีบคนรุ่นใหม่
TNN ช่อง16
16 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )
11

เศรษฐกิจบีบ "คนรุ่นใหม่" ใช้เงินทุกบาทต้องคุ้มสุดขีด! ธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน


หมดยุค “สายเปย์” ถึงเวลาของ “สายคุ้ม”


แนวคิด “Moneymaxxing” เทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีหัวใจสำคัญคือการทำให้เงินที่มีอยู่ “คุ้มที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ใช้แต้มสะสมและ Cashback ให้เต็มสิทธิ์ นำเงินส่วนเกินไปออม รวมถึงใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยจัดการการเงิน


พูดง่าย ๆ คือ ไม่ใช่การห้ามตัวเองใช้เงิน แต่เป็นการใช้เงินอย่างฉลาดขึ้น


Moneymaxxing ไม่ใช่ “ประหยัดจนไม่กล้าใช้”


แนวคิดนี้ต่างจากการประหยัดแบบเดิม เพราะไม่ได้บอกว่าเราต้องลดทุกอย่าง หรือต้องใช้เงินให้น้อยที่สุด แต่เป็นการเปลี่ยนคำถามจาก “จะตัดค่าใช้จ่ายอะไรดี?” มาเป็น “ถ้าใช้เงินเท่าเดิม เราจะได้ประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร?”


ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว อาจเลือกช่องทางที่มี Cashback ใช้คะแนนสะสม หรือเลือกโปรโมชั่นที่ช่วยลดต้นทุน ขณะที่เงินที่เหลือจากแต่ละเดือนก็นำไปฝากหรือออมในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้เงินนอนอยู่เฉย ๆ


Moneymaxxing ยังเชื่อมโยงกับกระแส “Maxxing” ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ เช่น Sleepmaxxing ที่เน้นทำให้การนอนมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือ Vacationmaxxing ที่พยายามใช้วันลาและงบประมาณท่องเที่ยวให้คุ้มที่สุด ครั้งนี้จึงเป็นการ “Max” ในเรื่องเงิน นั่นคือ ทำอย่างไรให้เงินที่เรามีสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด


จาก “อวดของ” สู่ “อวดบริหารเงินเป็น”


อีกด้านที่น่าสนใจคือ Moneymaxxing กำลังเปลี่ยนภาพของคำว่า “ประหยัด” เพราะในอดีต การบริโภคอาจถูกใช้เป็นตัวสะท้อนสถานะทางสังคม ใครซื้อของแพง มีของใหม่ หรือใช้ชีวิตหรูหรา ก็อาจถูกมองว่าประสบความสำเร็จ


แต่วันนี้คนรุ่นใหม่บางส่วนกำลังให้คุณค่ากับสิ่งที่ต่างออกไป ไม่ใช่การโชว์ว่า “ฉันซื้ออะไรได้บ้าง แต่เป็นการโชว์ว่า “ฉันบริหารเงินตัวเองได้ดีแค่ไหน”


ความประหยัดจึงอาจกลับมาเป็นเรื่องที่ “ดูดี" หรือ "ดูเท่” อีกครั้ง เพราะการรู้จักใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพสะท้อนทั้งวินัยและความสามารถในการจัดการชีวิต


เงินหายากขึ้น ทำให้ต้องคิดก่อนจ่าย


เหตุผลที่ Moneymaxxing ได้รับความสนใจ ไม่ได้มาจากโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่คนรุ่นใหม่กำลังเจอ


ผลสำรวจ Planning & Progress Study 2026 ของ Northwestern Mutual พบว่า 72% ของ Gen Z และ 53% ของกลุ่มมิลเลนเนียล ยังคงพึ่งพาการเงินจากพ่อแม่ ขณะที่ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยคาดว่าจะต้องรอถึงอายุประมาณ 37 ปี จึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่กำลังใช้เวลานานขึ้นในการสร้างความมั่นคงของตัวเอง เมื่อรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นง่าย ๆ การจัดการรายจ่ายจึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ทันที เพราะถ้ายังหาเงินเพิ่มไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องทำให้ เงินที่มีอยู่ไม่รั่วไหลไปโดยไม่จำเป็น


 “หนี้บัตรเครดิต” = แรงกดดันสำคัญ


Moneymaxxing ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ปัญหาหนี้ผู้บริโภคกำลังเพิ่มความกังวล ข้อมูลของ TransUnion ระบุว่า หนี้บัตรเครดิตในสหรัฐฯ อยู่ในระดับมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าการใช้เครดิตยังเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการบริโภคจำนวนมาก


จึงเกิดพฤติกรรมที่สวนทางกันสองด้าน ด้านหนึ่งคือการใช้เครดิตเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการพยายามลดการใช้เงินและบริหารเงินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


Moneymaxxing จึงเหมือนการเปลี่ยนจากแนวคิด “ใช้เครดิตให้เต็ม” มาเป็น  “ใช้เงินให้คุ้ม” และในระยะยาว สิ่งที่สำคัญกว่าการประหยัดเพียงครั้งเดียว คือการสร้างนิสัยทางการเงินที่ทำซ้ำได้


เริ่มต้นง่ายๆ ตอบตัวเองให้ได้ เงินหายไปไหนหมด? 


Moneymaxxing ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนที่ซับซ้อน หรือการหารายได้ก้อนใหญ่ สิ่งแรกที่ควรทำคือกลับมาดูว่า เงินของเรากำลังไหลไปไหน


รายรับต่อเดือนเท่าไร รายจ่ายประจำมีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายไหนจำเป็น และค่าใช้จ่ายไหนเกิดจากความเคยชิน จากนั้นค่อยหา “เงินรั่ว” ที่สามารถลดลงได้


Jack Howard ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเชิงพฤติกรรมของ Ally Bank มองว่า Moneymaxxing มีโอกาสอยู่ได้นาน เพราะไม่ได้เน้นการรวยเร็ว แต่เน้นการสร้างนิสัยทางการเงิน


เมื่อรู้แล้วว่าเงินไปอยู่ตรงไหน ขั้นต่อไปคือกำหนดเป้าหมายให้ชัด เช่น ลดหนี้ สร้างเงินสำรอง หรือเพิ่มเงินออม และทำให้เป็นระบบ เช่น ตั้งโอนเงินเข้าเงินออมอัตโนมัติ หรือกำหนดเงินสำหรับชำระหนี้เพิ่มเติมเป็นประจำ เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจครั้งเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง


มีแต้มต้องใช้ แต่ระวัง “กับดักส่วนลด”


อีกหนึ่งคำที่มาคู่กับ Moneymaxxing คือ Pointsmaxxing หรือการใช้แต้ม คะแนนสะสม Cashback และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีแต้มก็ใช้ มี Cashback ก็ใช้ มีส่วนลดก็ใช้ แต่ต้องระวังว่า “ส่วนลด” ไม่ได้แปลว่า “ประหยัด” เสมอไป


สมมติสินค้าราคา 1,000 บาท ลดเหลือ 700 บาท หลายคนอาจคิดว่าประหยัดไป 300 บาท แต่ถ้าเราไม่ได้จำเป็นต้องซื้อสินค้าชิ้นนั้นตั้งแต่แรก เงิน 700 บาทที่จ่ายออกไปก็ยังเป็นรายจ่ายอยู่ดี


ดังนั้น Moneymaxxing ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การวิ่งหาของลดราคาทุกอย่าง แต่คือ การลดต้นทุนของสิ่งที่จำเป็นต้องซื้อ นี่คือจุดต่างระหว่าง “ซื้อเพราะถูก” กับ “ซื้อเพราะคุ้ม”

Moneymaxxing เหมาะอย่างยิ่งกับคนไทย?


สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ที่หนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อที่มีข้อจำกัด


ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนว่า หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยยังอยู่ในระดับสูง และคนจำนวนไม่น้อยเริ่มมีภาระหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนลากยาวไปจนถึงช่วงวัยทำงานและวัยเกษียณ


ดังนั้นคำว่า “ใช้เงินให้คุ้ม” จึงไม่ใช่แค่เทรนด์บนโซเชียลมีเดีย แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามว่า รายได้ที่เรามีในวันนี้ จะจัดการอย่างไรให้เพียงพอทั้งวันนี้และอนาคต


ในฝั่งธุรกิจเองก็ต้องปรับตัว เพราะเมื่อผู้บริโภคกลายเป็น “สายคุ้ม” มากขึ้น การแข่งขันอาจไม่ได้จบแค่การขายของให้ถูกที่สุด


แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จ่ายแล้วได้อะไรกลับมา?” คุณภาพดีแค่ไหน ใช้ได้นานแค่ไหน มีบริการหลังการขายหรือไม่ มี Cashback หรือแต้มสะสมหรือเปล่า และเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไปแล้ว คุ้มค่าจริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้กำลังทำให้คำว่า “ความคุ้มค่า” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ


ไม่ใช่แค่ "เทรนด์ออนไลน์" แต่เป็นทักษะการเงินที่ทุกคนต้องมี!


Moneymaxxing อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งคำฮิตบนโลกออนไลน์ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป สิ่งที่อยู่เบื้องหลังกลับเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างมาก เพราะนั่นคือ การรู้จักใช้เงินให้เป็น ไม่จำเป็นต้องเลิกกินของอร่อย ไม่จำเป็นต้องหยุดเที่ยว หรือห้ามตัวเองซื้อของที่ชอบทุกอย่าง


แต่ต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรา “อยากได้” และอะไรคือสิ่งที่เรา “จำเป็นต้องมี” รวมถึงรู้ว่าเงินที่จ่ายออกไปนั้นให้คุณค่ากลับมาเหมาะสมกับราคาหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลง รายได้จะเพิ่มหรือลดลง วินัยทางการเงินยังเป็นทักษะที่จำเป็นเสมอ


จากยุคที่คนอาจวัดความสำเร็จด้วยการ “ใช้เงินได้มากแค่ไหน” วันนี้อาจกำลังเข้าสู่ยุคที่คนเริ่มมองว่า “ใช้เงินเป็นแค่ไหน” ต่างหากที่สำคัญกว่า และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมจาก “สายเปย์” วันนี้หลายคนกำลังเปลี่ยนมาเป็น “สายคุ้ม”



ข่าวที่เกี่ยวข้อง