แรงงานไทย หายไปไหน? ทำไมอัตราว่างงานต่ำ แต่เศรษฐกิจไม่โตแรง เปิดความจริงใกล้ตัว ที่หลายคนมองข้าม

ประเทศไทย "อัตราว่างงาน" ต่ำสุดในรอบ 11 ปี แต่ทำไมเศรษฐกิจไม่โตแรงอย่างที่คิด?
ข่าวดี คือ ตอนนี้ตัวเลข “ว่างงาน” ของไทย ต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวร้ายกลับปรากฏขึ้นพร้อมกัน นั่นคือรายได้ของคนไทยกำลังลดลง คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และคนว่างงานหายไปไหนกันแน่
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจล่าสุดจาก SCB EIC ชี้ให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “Thai Labor Market’s Structural Paradox” หรือปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยภายใต้ภาวะว่างงานต่ำ
โดยชี้ว่าหลังจากประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 อัตราการว่างงานได้ปรับลดลงต่อเนื่อง จนล่าสุด ณ สิ้นปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 0.81% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขเช่นนี้ควรสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
รายได้ครัวเรือนลดลง สัญญาณเตือนที่ชัดเจน
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพชีวิต คือ “รายได้ครัวเรือน” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกลับสวนทางกับตัวเลขว่างงาน โดยข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า รายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025
คำถามสำคัญจึงตามมาว่า เหตุใดคนไทยว่างงานน้อยลง แต่รายได้กลับไม่เพิ่มขึ้น มุมมองจาก SCB EIC อธิบายว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 มิติ ได้แก่ การหายไปของกำลังแรงงาน ความยากในการหางานของแรงงานจบใหม่ และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่กำลังจะซ้ำเติมสถานการณ์ในอนาคต
ว่างงานต่ำ เพราะแรงงาน “หายไป” ไม่ใช่เพราะมีงานมากขึ้น
เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่าการลดลงของอัตราว่างงาน ไม่ได้เกิดจากการที่คนมีงานทำเพิ่มขึ้นทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งมาจากแรงงานที่ “ออกจากระบบ” ไป
จำนวนคนไทยที่อยู่นอกภาคแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2025 อยู่ที่ระดับ 30.2 ล้านคน เพิ่มจาก 29.6 ล้านคนในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.23% ในระยะเวลาเพียง 5 ปี กลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้เกษียณ และผู้ที่ออกจากงานเพื่อพักผ่อนหรือดูแลครอบครัว
โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย รวมถึงผู้ที่ไม่หางานจากเหตุผลส่วนตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 16% สะท้อนให้เห็นว่า ตัวเลขว่างงานที่ต่ำลง อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ซ่อนความเปราะบางเอาไว้
คนวัยทำงานแบกภาระหนักขึ้น จากสังคมสูงวัย
ผลกระทบที่ตามมา คือภาระที่ตกอยู่กับคนวัยทำงาน ซึ่งต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายของตนเองและสมาชิกในครอบครัวที่ไม่มีรายได้ หลายคนจำเป็นต้องออกจากงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุ หรือไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตามเงื่อนไขของนายจ้าง
สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยข้อมูลจาก สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงของไทยในปี 2024 อยู่ที่ 58.6% หมายความว่า คนวัยทำงาน 100 คน ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวมกันประมาณ 58–59 คน และตัวเลขดังกล่าวยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เด็กจบใหม่ หางานยาก ชั่วโมงทำงานลดลง
ในขณะที่แรงงานบางส่วนหายไปจากระบบ แรงงานรุ่นใหม่กลับต้องเผชิญกับความท้าทายในการหางาน โดยข้อมูลปี 2025 ระบุว่า จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15–24 ปี ลดลง 3.4% จากปีก่อน และลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
นอกจากนี้ ชั่วโมงการทำงานของแรงงานอายุน้อยยังลดลงในทุกมิติ ทั้งงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ งานเต็มเวลา และการทำงานล่วงเวลาที่ลดลงถึง 10.4% เมื่อโอกาสในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนมากจึงหันไปทำงานนอกระบบ เช่น งานฟรีแลนซ์ การขับรถรับส่งสินค้า หรือการขายสินค้าออนไลน์
แรงงานนอกระบบเกินครึ่งประเทศ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือสัดส่วนแรงงานนอกระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยในปี 2025 อยู่ที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด หมายความว่าแรงงานมากกว่าครึ่งของประเทศยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านรายได้ ขาดสวัสดิการพื้นฐาน และไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย
นอกจากนี้ การอยู่ในภาคนอกระบบยังส่งผลต่อโอกาสในการออม และลดทอนความสามารถในการขยับฐานะทางสังคมของแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ปัจจัยโลกซ้ำเติม กดดันรายได้จริงลดลง
นอกเหนือจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอก ทั้งสงครามการค้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน การขนส่ง และการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
ภาคธุรกิจจึงมีข้อจำกัดในการจ้างงานหรือปรับขึ้นค่าจ้าง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้รายได้ที่แท้จริงของแรงงานลดลง กล่าวคือ แม้รายได้เป็นตัวเงินจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่กำลังซื้อกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทางออกประเทศไทย ต้องแก้โครงสร้างตลาดแรงงาน
จากสถานการณ์ทั้งหมด SCB EIC เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง การพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการเพิ่มโอกาสให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่มีคุณภาพ
ในขณะเดียวกัน แรงงานเองก็จำเป็นต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเรียนรู้ทักษะใหม่ และการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
บทสรุป: ตัวเลขว่างงาน ไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด
ท้ายที่สุดแล้ว การที่ตัวเลขว่างงานลดลง อาจยังไม่เพียงพอที่จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างแท้จริง เพราะเบื้องหลังตัวเลขดังกล่าว ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และแรงงานไทย ที่ต้องร่วมกันหาทางออก และในขณะเดียวกัน คนทำงานเองก็ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
