ชาวอเมริกัน เริ่มโกรธคนในชาติตัวเองที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน “เห็นแก่ตัว” ไม่มีความรับผิดชอบ

ชาวอเมริกัน เริ่มโกรธคนในชาติตัวเองที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน “เห็นแก่ตัว” ไม่มีความรับผิดชอบ
TNN World
3 สิงหาคม 2564 ( 18:32 )
42
ชาวอเมริกัน เริ่มโกรธคนในชาติตัวเองที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน “เห็นแก่ตัว” ไม่มีความรับผิดชอบ

Editor’s Pick: ชาวอเมริกันบางส่วน เริ่มโกรธคนในชาติตัวเองที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน มองว่า “เห็นแก่ตัว” และไม่มีความรับผิดชอบทางสังคม

 

 

โกรธคนไม่ยอมฉีดวัคซีน

สำนักข่าว CNN ได้ไปสอบถามความคิดเห็นของชาวอเมริกัน ถึงการออกข้อแนะนำให้คนที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ต้องสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้ง พบว่า หลายคนบอกว่า เริ่มจะหมดความอดทนกับกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัวแล้ว

 

 

จอห์น แมคคัลโลห์ ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ contact tracer ของรัฐบาลท้องถิ่น ในรัฐเวอร์จิเนีย บอกว่าเขาเข้าฉีดวัคซีนทันทีเมื่อถึงคิว เพื่อจะได้ช่วยปกป้องตัวเขาเอง และชุมชนของเขาให้ปลอดภัย

 

 

อีกทั้งเขาจะได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง หลังจากที่ต้องโหยหามานาน เนื่องจากเพิ่งได้รับการประการให้ใช้ชีวิตปกติได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน และตอนนนนั้นเขารู้สึกดีใจอย่างยิ่ง

 

 

แต่หลังจากที่ยอดผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ทำให้ต้องออกมาตรการคุมเข้มบางอย่างเพิ่มจากปกติ ทำให้ แมคคัลโลห์ และชาวอเมริกันคนอื่นที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว "โกรธ" คนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนอย่างมาก!

 

 

"ผมทำในสิ่งที่ผมควรต้องทำ...แต่คนพวกนั้นกลับเห็นแก่ตัว และทำให้คนอื่นต้องมารับผลของการกระทำของพวกเขาด้วย" และเขากังวลว่าในเวลาอันใกล้นี้ ชุมชนของเขาอาจออกมาตรการคุมเข้มเพิ่มเติมอีก

 

 

 


กล่าวโทษคนต้านวัคซีน

 

จำนวนเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 400% จากเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ และโรงพยาบาลเริ่มเต็มไปด้วยผู้ป่วย ซึ่งมีคนวัยหนุ่มสาวมากกว่าที่ผ่านมา และแน่นอน ส่วนใหญ่คือคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

 

 

รัฐแอละบามา ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำที่สุดในสหรัฐฯ, ผู้ว่าการรัฐ เคย์ ไอวีย์ เรียกร้องให้ประชาชนที่ปฏิเสธวัคซีน ออกมาฉีด พร้อมบอกว่า "ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะกล่าวโทษคนพวกนี้ ที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในรัฐของเธอสูงขึ้น"

 

 

 

 

สหรัฐฯ จะไม่ล็อกดาวน์อีก แม้ยอดพุ่ง

 

ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ และเป็นที่ปรึกษาโควิด-19 ของทำเนียบขาว ออกมาเตือนอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ (1 กรกฎาคม) ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐฯ จะกลับมาเลวร้ายอีกครั้ง แต่ก็เชื่อว่า การ "ล็อกดาวน์" เหมือนที่ทั้งประเทศเผชิญเมื่อปีที่แล้ว จะไม่มีวันกลับมาอีก

 

 

"ผมไม่คิดว่าเราจะต้องล็อกดาวน์กันอีกครั้ง ผมคิดว่าสัดส่วนประชากรในประเทศที่ได้รับวัคซีนเพียงพอแล้ว แต่ยังไม่พอที่จะหยุดการระบาดลงได้...แต่ผมเชื่อว่า จะไม่มีวันให้พวกเราต้องกลับไปอยู่ในสถานการณ์การล็อกดาวน์เหมือนที่เผชิญกันเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว" ดร. เฟาซี ระบุ

 

 

"เพราะเมื่อดูไปที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะเห็นว่าหลายรัฐเจอการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น...เรายังมีคนอีก 100 ล้านคนในประเทศที่มี ‘สิทธิ์’ ฉีดวัคซีน แต่กลับไม่ยอมออกมารับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ดังนั้น คนกลุ่มนี้เองที่จะเป็นกลุ่มเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อ"

 

 

ดร.เฟาซี ยังย้ำว่า หากดูที่จำนวนผู้ป่วยใหม่, ผู้รักษาตัวในโรงพยาบาล, ผู้อาการหนัก และผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ "ยังไม่ฉีดวัคซีน" มากกว่า "คนกลุ่มเสี่ยง" เพราะคนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนแล้ว ได้รับการปกป้องจากการติดเชื้อและอาการหนัก

 


ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังติดโควิดได้อีก

เมื่อวันศุกร์ (30 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา สหรัฐฯมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกิน 100,000 คน เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หรือสูงที่สุดในรอบเกือบ 6 เดือน

ท่ามกลางความกังวลถึงยอดผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีการวิจัยจากเมืองโปรวินซ์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ที่เจอการระบาดของโควิดกลายพันธุ์ Delta และพบว่า ไวรัสตัวนี้สามารถระบาดไปยังคนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว หรือที่เรียกกันว่า "breakthrough" หรือการติดเชื้อในคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว ที่สร้างความกังวล ว่า แม้กระทั่งคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว ก็จะเป็น "ตัวแพร่เชื้อไวรัส" ได้

ข้อมูลดังล่าว ช่วยให้กรมควบคุมและป้องกันโรคก หรือ CDC ตัดสินใจที่จะออกข้อแนะนำให้คนฉีดวัคซีนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยในอาคาร ซึ่งมีอัตราการแพร่เชื้อสูง

ดร. เฟาซี บอกว่า "สิ่งที่จำเป็นต้องรีบทำคือ การยับยั้งการแรพร่ระบาด" และการสวมหน้ากากอนามัยจะช่วยได้มาก เพราะหากคน ๆ นั้นติดเชื้อ ก็จะไม่แพร่เชื้อไปยังคนกลุ่มเสี่ยง ที่อาจอยุ่ในบ้านตัวเอง, เด็ก หรือคนที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง