"ทังสเตน" แร่ยุทธศาสตร์ ราคาพุ่ง จีนคุมตลาด กระทบผลิตอาวุธ

ทังสเตนเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติแข็งและทนความร้อนสูงมาก โดยมีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด อีกทั้งยังมีความหนาแน่นสูง จึงเหมาะสำหรับการใช้งานทางทหาร โดยเฉพาะการผลิตกระสุนเจาะเกราะ มิสไซล์ และหัวรบขีปนาวุธ ซึ่งต้องการวัสดุที่แข็งแรงและทนต่อแรงกระแทกในระดับสูง
ข้อมูลจากหน่วยสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า จีนเป็นผู้ผลิตทังสเตนมากกว่า 80% ของโลก ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของแร่ชนิดนี้มีความกระจุกตัวสูง หากเกิดข้อจำกัดด้านการส่งออกหรือความตึงเครียดทางการค้า จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาวุธทั่วโลกทันที
ในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาทังสเตนในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ในปี 2566 ราคาทังสเตนอยู่ที่ประมาณ 310 ถึง 320 ดอลลาร์ต่อ MTU ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 400 ถึง 600 ดอลลาร์ต่อ MTU ในปี 2568 และพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,050 ถึง 1,150 ดอลลาร์ต่อ MTU ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
การเพิ่มขึ้นของราคาดังกล่าวสะท้อนภาวะตลาดที่ตึงตัวอย่างชัดเจน โดยราคาปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปี ปัจจัยหลักมาจากทั้งด้านความต้องการในอุตสาหกรรมอาวุธ และข้อจำกัดด้านอุปทาน ทำให้ทังสเตนกลายเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ขับเคลื่อนความต้องการทังสเตน พบว่ามี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การสู้รบในหลายภูมิภาคของโลกที่ทำให้ความต้องการอาวุธเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องใช้ทังสเตนในกระสุนและอาวุธขั้นสูงมากขึ้น การควบคุมอุปทานโดยจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และอากาศยาน
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Project Blue ระบุว่า ปริมาณการส่งออกทังสเตนจากจีนลดลงประมาณ 40% ในช่วงปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ตลาดโลกมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายมากขึ้น และส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากอุตสาหกรรมอาวุธแล้ว ทังสเตนยังถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมอื่นที่มีความสำคัญ เช่น การผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งทำให้ความต้องการมีความต่อเนื่องในระยะยาว และยากต่อการหาวัสดุทดแทน
รายงานจากหน่วยสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ และสมาคมอุตสาหกรรมทังสเตนระหว่างประเทศ ระบุว่า มูลค่าตลาดทังสเตนโลกอยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3% ถึง 5% ต่อปี แม้จะเป็นตลาดที่มีขนาดไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับแร่ประเภทอื่น แต่มีความสำคัญเชิงโครงสร้างสูงต่ออุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและความทนทาน
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ทังสเตนไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบอุตสาหกรรมทั่วไป แต่กำลังกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทวีความเข้มข้นมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
