"สงครามยุคใหม่" ทำไมจ่ายแพงกว่ายุคเก่า? "ทรัมป์" เดินเกมผลาญงบแสนล้าน ราคาที่ใครต้องจ่าย?

สงครามตะวันออกกลาง กับบทบาท ของ "สหรัฐฯ" คำถาม คือ สงครามครั้งนี้ ใครจะจ่ายบิลในตอนจบ?
นับตัวเลข แค่ 6 วัน สหรัฐฯใช้เงินไปแล้วกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ แต่สงครามยังเดินหน้าต่อเนื่องยาวนานเกิน 3 ถึง 4 สัปดาห์ ท่ามกลางคำถามใหญ่ที่กำลังก่อตัวประเทศมหาอำนาจกำลังเผาเงินเร็วแค่ไหน และสุดท้าย ใครกันแน่ที่ต้องเป็นคนจ่าย?
สงครามตะวันออกกลางรอบล่าสุดในปี 2026 กำลังถูกจับตาว่าเป็น “หนึ่งในสงครามที่เผาเงินเร็วที่สุด” ของโลกยุคใหม่ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายไปแล้วมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมงบประมาณเพิ่มเติมที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน เตรียมเสนอขออีกกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับความเป็นไปได้ของสงครามที่อาจยืดเยื้อ
สถานการณ์เริ่มปะทุตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯได้ขยับบทบาททางทหารมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งทุกการเคลื่อนไหว ไม่ได้มีแค่กำลังทหาร แต่ยังหมายถึง “งบประมาณมหาศาล” ที่ถูกใช้ไปพร้อมกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะชนะหรือไม่” แต่คือ “จะจ่ายไหวแค่ไหน”
หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้สงครามยุคนี้มีต้นทุนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คือการพึ่งพาอาวุธและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศ
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD เปรียบเสมือน “เกราะป้องกันบนท้องฟ้า” ที่มีความสามารถในการตรวจจับและยิงสกัดขีปนาวุธได้แบบเรียลไทม์ Patriot ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามระยะใกล้ถึงปานกลาง เช่น โดรน เครื่องบิน หรือขีปนาวุธพิสัยสั้น ขณะที่ THAAD สามารถสกัดขีปนาวุธในระดับความสูงนอกชั้นบรรยากาศได้
การทำงานร่วมกันของทั้งสองระบบทำให้เกิด “เกราะหลายชั้น” ที่เพิ่มโอกาสในการป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนของมันกลับสูงมหาศาล การยิงสกัดเพียงครั้งเดียวอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลายล้าน ไปจนถึงหลักสิบล้านดอลลาร์
ปัญหาคือ อาวุธของฝ่ายตรงข้าม เช่น โดรนหรือขีปนาวุธขนาดเล็ก กลับมีราคาถูกกว่าหลายสิบเท่า นั่นหมายความว่า ในทุกการปะทะ สหรัฐฯกำลังอยู่ในเกมที่ “จ่ายแพงกว่า” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงหลายสำนัก รวมถึง CSIS จึงเรียกสถานการณ์นี้ว่า “สงครามต้นทุน” ซึ่งไม่ได้ตัดสินกันแค่กำลังรบ แต่เป็นการแข่งขันด้าน “ความสามารถทางการเงิน” ว่าใครจะยืนระยะได้นานกว่ากัน
แม้ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลสหรัฐฯยังคงยืนยันว่า ประเทศยังมีศักยภาพทางการคลังเพียงพอ
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Meet the Press ของ NBC News ว่า รัฐบาลสามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ และกำลังอยู่ระหว่างการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรส เพื่อรองรับการปฏิบัติการในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลย้ำชัดว่า “ไม่มีแผนขึ้นภาษี” เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับสงคราม สะท้อนแนวทางที่เลือกใช้เครื่องมืออื่น เช่น การกู้เงิน หรือการขาดดุลงบประมาณ แทนการเพิ่มภาระให้ประชาชนในระยะสั้น
ในทิศทางเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ระบุว่า การของบเพิ่มเติมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯยังคงมีทรัพยากรเพียงพอรองรับทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและความไม่แน่นอนในอนาคต
หากมองในภาพใหญ่ ตัวเลขงบประมาณที่ถูกพูดถึงถือว่า “มหาศาล”
ในปี 2026 สหรัฐฯมีงบประมาณด้านกลาโหมอยู่ที่ประมาณ 840,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีงบเพิ่มเติมที่ได้รับอนุมัติไปก่อนหน้าอีกกว่า 156,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่งบใหม่อีก 200,000 ล้านดอลลาร์ที่กำลังถูกเสนอ คิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของงบกลาโหมทั้งปี และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแผนงบประมาณสำหรับปี 2027 ที่ถูกเสนอไว้สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์ และสะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ
สหรัฐฯเอาเงินมาจากไหน? คำตอบในทางปฏิบัติ มีอยู่ 3 ช่องทางหลัก
ช่องทางแรก คือ การใช้งบประมาณกลาโหมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าและสามารถนำมาใช้ได้ทันทีในช่วงเริ่มต้นของสงคราม
ช่องทางที่สอง คือ การของบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดหาเงินสำหรับสงครามระยะยาว แม้จะต้องผ่านกระบวนการทางการเมืองที่ซับซ้อน
และช่องทางที่สาม คือ การกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐฯใช้มาโดยตลอดในการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลก
แม้จะไม่มีการขึ้นภาษีในระยะสั้น แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาระของสงครามไม่เคยหายไป มันเพียงแค่ “ถูกเลื่อนเวลา” ไปในรูปแบบของหนี้สาธารณะ หรือแรงกดดันเงินเฟ้อในอนาคต
โดยเฉพาะเมื่อสงครามผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ก็ยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อทั่วโลก และสุดท้ายจะสะท้อนกลับมาเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่คนอเมริกัน แต่คนทั้งโลกก็ได้รับผลกระทบ
สงครามอาจเกิดขึ้นไกลจากตัวเรา แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไม่เคยอยู่ไกลเลย เพราะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน หรือค่าครองชีพ
ทุกคน…ล้วนมีส่วนต้อง “จ่าย” ในเกมนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
