คลัง ของบกลางฯ 2.9 พันล้าน ช่วยบัตรคนจน ลดค่าครองชีพ ลุ้นคนละครึ่งพลัส 20 ล้านสิทธิ์

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม.วันที่ 11 เม.ย.2569 ขออนุมัติงบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 วงเงินรวม 2,900 ล้านบาท เพื่อเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนบรรเทาภาระครองชีพจากวิกฤตพลังงานในระยะแรก ประกอบไปด้วย
1.งบประมาณเติมเงินเพิ่มให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,300 ล้านบาท จำนวน 13.4 ล้านคน รายละ 100 บาท ซึ่งคาดว่าจะโอนเงินเข้าบัตรได้เร็วที่สุดภายในวันที่ 13 เม.ย.2569 เพื่อให้ทันใช้จ่ายช่วงสงกรานต์โดยมีระยะเวลาใช้จ่ายได้ 30 วัน
2.งบประมาณช่วยเหลือภาคขนส่งและโลจิสติกส์ 1,600 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมรายงานจะครอบคลุมทั้งรถบรรทุก 360,000 ราย รถโดยสารสาธารณะเกือบ 30,000 ราย รวมถึงรถตู้ แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
สำหรับมาตรการเยียวยาระยะต่อไปจะรอความชัดเจนหลังรัฐบาลแถลงนโยบายแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพชุดใหม่ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะบูรณาการครั้งสำคัญระหว่างโครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะยกระดับการเชื่อมโยงระบบกลุ่มร้านค้า โดยผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมมีข้อจำกัดการใช้จ่ายได้เฉพาะกลุ่มร้านธงฟ้า แต่ต่อไปจะปลดล็อกให้นำวงเงินสวัสดิการดังกล่าวไปใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย SME หรือร้านสตรีทฟู้ดที่ร่วมโครงการคนละครึ่ง ซึ่งช่วยกระจายรายได้ลงเศรษฐกิจฐานราก
“ระบบมีความพร้อมและประชาชนจะได้ใช้งานภายในเดือน พ.ค.นี้ ส่วนวงเงินสนับสนุนและจำนวนผู้ได้รับสิทธิจะรอรัฐบาลตัดสินใจ ซึ่งขึ้นกับความสามารถสำนักงบประมาณในการจัดหาแหล่งเงินมารองรับ"
สำหรับ “คนละครึ่งพลัส” คาดว่าเริ่มเร็วสุดในเดือน พ.ค.2569 หากงบประมาณพร้อม โดยตั้งเป้าขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ที่ให้สิทธิ 20 ล้านคน โดยรายละเอียดของโครงการจะเริ่มมีความชัดเจนหลังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
"กระทรวงการคลังเตรียมตุ๊กตาให้รัฐบาลตัดสินใจ หากรัฐบาลหาแหล่งเงินรองรับได้อาจขยายผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งได้มากกว่าเฟสที่ผ่านมา”
ส่วนกระแสข่าวที่จะแจกถึง 50 ล้านคน ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรที่หักลบกลุ่มเด็กและกลุ่มเปราะบางออกไปแล้ว โดยวงเงินช่วยเหลือจะขึ้นกับการจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณ
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME โดยธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงินซอฟต์โลนเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อยทั้งซัพพลายเชน ซึ่งรายละเอียดทางธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้รับทราบ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ธนาคารออมสินยืนยันความพร้อมในการจัดสรรวงเงิน เพื่อเข้าไปดูแล SME ตลอดจนผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น คุณสมบัติของผู้มีสิทธิกู้ยืม เงื่อนไขระยะเวลาการจ่ายเงินคืน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน
ออก พ.ร.ก.ค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้าน
สำหรับการค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะวันที่ 5 เม.ย.2569 ติดลบ 53,226 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอ ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 150,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายลวรณ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมข้อมูลเสนอให้รัฐบาลพิจารณา โดยระบุชัดว่าขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรับภาระชดเชยมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกว่าการลดภาษี
ทั้งนี้การลดภาษีสรรพสามิตลง 1 บาท ไม่ช่วยบรรเทาภาระได้มากนักเมื่อเทียบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่แบกรับภาระชดเชยขณะนี้ 15-16 บาท พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องระมัดระวังการจัดเก็บรายได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติพลังงานบานปลายเป็นวิกฤติการคลัง
งบปี 70 ไม่ล่าช้าใช้ได้ตามกำหนด
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า วันที่ 11 เม.ย.2569 สำนักงบประมาณจะเสนอปฏิทินการจัดทำ งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้าและเริ่มใช้ทันวันที่ 1 ต.ค.2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ
ส่วนประเด็นความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายภราดร กล่าวว่า เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 เมื่อเสนอปฏิทินงบประมาณต่อ ครม.จะกำหนดกรอบให้หน่วยราชการเสนอคำของบประมาณจะเป็นช่วงเดือน พ.ค.2569
ทั้งนี้ คำของบประมาณต้องส่งถึงสำนักงบประมาณภายในกำหนด เพื่อเข้าสู่การคัดกรอง โดยขั้นตอนนี้อาจล่าช้าได้ 15 -20 วัน แต่ต้องเสร็จให้ทันประกาศใช้วันที่ 1 ต.ค.2569
รวมทั้งนายกรัฐมนตรีกำชับว่าภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน หน่วยงานราชการจะต้องจัดทำงบประมาณให้เข้ากับสถานการณ์ให้มากที่สุด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นหรือสามารถรอไว้ได้ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
