รีเซต

10 ปี นโยบายบัตรคนจน คนไทยจนน้อยลงไหม คนจนจริงๆ เข้าถึงสิทธิหรือไม่ ?

10 ปี นโยบายบัตรคนจน คนไทยจนน้อยลงไหม คนจนจริงๆ เข้าถึงสิทธิหรือไม่ ?
TNN ช่อง16
23 กรกฎาคม 2569 ( 16:40 )
15

รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยมีนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน มาเกือบ 10 ปีแล้ว และรัฐก็ใช้งบประมาณไปแล้วหลายแสนล้านบาท 

แต่คำถามคือ.. 'คนไทยหายจนขึ้นหรือยัง? คนจนในไทยมีน้อยลงไหม ? หรือเรากำลังใช้เงินจำนวนมหาศาล เพื่อทำให้คนจนอยู่รอดจากเดือนนี้ไปถึงเดือนหน้าเท่านั้น

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนจนไทยลดลงจริงไหม และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยแก้ความจนได้แค่ไหน และคนกลุ่มยากจนจริง ได้รับสิทธิหรือไม่ ? 


ที่มาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มต้นเมื่อไหร่ ? 

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เริ่มขึ้นในยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาล คสช. โดยได้ริเร่ิมโครงการประชารัฐสวัสดิการ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยในปี 2559 รัฐบาลเริ่มเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและยากจน และเริ่มจากการแจกเงินก้อนก่อนในปีเดียวกัน ก่อนที่ในปี 2560 จะเริ่มจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นเป็นครั้งแรก

โดยรัฐบาลเปลี่ยนจากการโอนเงินก้อน เป็นการให้เงินรายเดือน เพื่อหวังลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในตอนนั้น ผู้ผ่านเกณฑ์มีทั้งหมดประมาณ 11.46 ล้านคน ซึ่งจะได้รับ เงินช่วยเหลือค่าอุปโภคบริโภค 200-300 บาท และค่าเดินทางอีกประมาณ 500 บาทต่อเดือน 

โครงการนี้ดำเนินต่อเรื่อยมาตลอดที่ พลเอกประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ถึงปี 2566 รวม 6 ปีรัฐใช้งบประมาณรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3.3 แสนล้านบาท ขณะที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์แต่ละปีเฉลี่ย 13-14 ล้านคน

พอมายุคหลังรัฐบาลเพื่อไทย ในปี 2567 ก็มีการเปลี่ยนแปลง เพราะนอกจากเงินที่โอนเข้าเป็นค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคทุกเดือนแล้ว รัฐบาลแพทองธาร ยังเริ่มนโยบายแจกเงินหมื่น โดยเริ่มโอนให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน แต่นโยบายนี้ก็เริ่มได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น 

และมาล่าสุดในปี 2569 ที่รัฐบาลอนุทินสานต่อนโยบายนี้ แต่ให้ทุกคน รวมถึงผู้มีสิทธิเดิม ต้องลงทะเบียนใหม่ เพื่อหวังคัดกรองคนจนจริงๆ จนเกิดประเด็น คนถูกตัดสิทธิ์เกือบครึ่งของคนที่ลงทะเบียน ไปถึงการสวมสิทธิ์ สิทธิ์ตกหล่น ทำให้คนจนจริงต้องพิสูจน์ความจนของ ตัวเองด้วยการอุทธรณ์อีกครั้ง 

หากจะสรุปเกือบ 10 ปีของโครงการนี้ ตั้งแต่ปี 2561-2569 รัฐใช้งบประมาณอุดหนุนรวมทั้งสิ้นกว่า 6 แสนล้านบาท หรือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ถึง 7 หมื่นล้านบาทต่อปี


10 ปีบัตรสวัสดิการ คนจนลดลงจริงไหม ?  หรือคนจนไม่เข้าถึงสิทธิบัตรคนจน

เรียกได้ว่าตลอดเกือบ 10 ปี ที่โครงการนี้ ถูกสานต่อมาในรัฐบาลแล้ว รัฐบาลเล่า ก็มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ควบคู่มาโดยตลอดว่า คนจนจริงไม่ได้รับสิทธิ แต่คนจนไม่จริง กลับสวมสิทธิ ได้รับเงิน ไปถึงการถูกตั้งคำถามว่างบประมาณจำนวนมากที่ใช้ไปนั้น แก้ปัญหาความยากจนได้จริง หรือเพียงแค่ต่อเวลาคนจนไปเดือนต่อเดือน 

ข้อมูลสถานการณ์ความยากจนประเทศไทย ชุดล่าสุด จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ระบุว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีคนจนจำนวน 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 เล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ 3.41% 

ความหมายของคนจน สำหรับสภาพัฒต์คือ ต่ำกว่าเส้นความยากจน ที่วัดจากค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคพื้นฐานเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยในปี 2567 กำหนดไว้ที่ประมาณ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 38,000 บาทต่อปี

ขณะที่เกณฑ์บัตรคนจน กำหนดรายได้ไว้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (หรือประมาณ 8,333 บาทต่อเดือน) ซึ่งตัวเลขนี้ สูงกว่าเส้นความยากจนของสภาพัฒน์ถึง 2.5 - 3 เท่า 

และหากถามว่าตั้งแต่ไทยมีบัตรสวัสดิการนี้ คนจนลดลงจริงไหม หากดูตัวเลขรายงานความยากจนของสภาพัฒน์ย้อนหลัง ก็จะเห็นว่า คนจนลดลงจริง โดยจากปี 2561 คนจนที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนนี้ มีอยู่ที่ 5,737,964 คน แต่รายงานล่าสุดในปี 2567 ลดลงเหลือ 3,432,827 คน หรือลดลง 40% ใน 7 ปี 

ทั้งหากมาดูตามเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ยังเห็นเช่นกันว่า จำนวนประชากรกลุ่มเปราะบาง ระดับ 1-3 ที่มีครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 100,000 บาท/คน รวมถึงมีบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงมากกว่า 2 คนขึ้นไปนั้นพบว่า จากปี 2566 ที่ไทยมีอยู่ถึง 28,518,829 คน ภายใน 4 ปี หรือในปี 2569 ก็ลดลงมาเหลือ 23,887,950 คนด้วย 

แต่ถึงแม้ว่าคนจนจะลดลง ก็มาจากหลากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เพราะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะการเติบโตของเศรษฐกิจ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการศึกษา รวมถึงความครอบคลุมของหลักประกันทางสังคมด้วย

ทั้งกลับมีตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่พบว่า จริงๆ คนที่ได้บัตรสวัสดิการนั้น ไม่ใช่คนยากจนจริงๆ และคนยากจนจริงๆ เข้าไม่ถึงบัตรนี้ 

จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ตั้งแต่ปี 2561-2567 คนจนทีได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่เคยเกินที่ 15% เลย โดยมากสุดคือปี 2561 ที่คนไม่จน ได้รับบัตรถึง 85.15% และคนจน ได้รับบัตรแค่ 14.85% 

ส่วนปีที่น้อยที่สุดคือปี 2566 ที่คนไม่จน ได้รับสิทธิถึง 93.88% และคนจนจริง เข้าถึงสิทธิเพียง 6.12%

นี่ก็ตรงกับข้อมูลของระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่สำรวจคนจนเป้าหมาย หรือคนจนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน และมีปัญหาอย่างน้อย 1 เรื่อง จาก 5 มิตินี้ คือด้านสุขภาพ ด้านมาตรฐานความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ และด้านการคุ้มครองทางสังคมและการมีส่วนร่วม โดยที่คนจนเป้าหมาย 1 คน มีปัญหาได้มากกว่า 1 ด้าน

พบว่าจากประชากรสำรวจ 34,384,238 คน มีคนจนเป้าหมายถึง 1,447,887 คน โดยในจำนวนนี้ มีคนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแค่ 457,578 คน และมีคนที่ไม่มีบัตรมากกว่าถึง 2 เท่า หรือ 990,309 คน คิดเป็น 68.4% ของคนจนเป้าหมาย ที่เข้าไม่ถึงบัตร 


สรุปการแจกเงิน นโยบายประชารัฐ เป็นทางออกให้ประเทศไทยพ้นจนจริงไหม ? 

แม้ตัวเลขจะชัดว่า คนจนในไทยลดลง แต่โดยรวมนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญต่างก็มองว่า การแจกเงินเป็นแค่การแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น โดย นักวิชาการมองว่า บัตรสวัสดิการนี้ ช่วยเหลือด้านค่าครองชีพประชาชนจริง แต่ก็มีช่องโหว่ในระบบคัดกรองคนจน ซึ่งการลงทะเบียนรอบนี้ รัฐก็พยายามแก้ปัญหานี้ ด้วยการใช้ Big data มาคัดกรองมากขึ้น 

แต่ก็มีปัญหาตามมาคือ คนจนจริงถูกคัดกรองออก ถูกสวมสิทธิ์ บางคนตกงาน ยากจนจริง แต่พอรวมเกณฑ์เงินเดือนเฉลี่ยครอบครัวกลับสูงเกิน จนถูกตัดออก เป็นประเด็นให้รัฐบาลต้องปรับเกณฑ์ และให้อุทธรณ์กันอีกรอบ 

รวมถึงการที่หากยังไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ได้ คนก็ยังไม่พ้นความยากจน และวิธีช่วยเหลือให้คนหลุดพ้นจากความยากจน หรือ หลุดพ้นจากการระบบสวัสดิการ จำเป็นต้องเพิ่มรายได้จากการสร้างงาน และสร้างอาชีพ และไม่เพียงแค่คนจนลดลง คนได้รับสิทธิก็ต้องลดลงด้วย 

และหากเราไปดูประเทศที่แก้ไขความยากจนได้ อย่างเกาหลีใต้ หรือจีนนั้น ก็จะพบว่า เขาทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่ลดคนจน เพราะหาก GDP เพิ่มขึ้น ก็ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยจะต้องแก้กันต่อไป 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง