รีเซต

4 ทางออกเศรษฐกิจไทย รับมือ “สงครามเงินอุดหนุน”

4 ทางออกเศรษฐกิจไทย รับมือ “สงครามเงินอุดหนุน”
ทันหุ้น
27 มีนาคม 2569 ( 12:57 )
10

#ทันหุ้น #2026 #SET 4 ทางออกเศรษฐกิจไทย รับมือ "สงครามเงินอุดหนุน"

ดร. ณัฐ ธารพานิช นักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป่วยอึ๊งภากร เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย

โลกกำลังเปลี่ยนเกม โดยการแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “สงครามการค้า” ผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของมาตรการอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ภาษี เช่น เงินอุดหนุน ข้อกำหนดการผลิตในประเทศ และนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างการผลิตและการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวมากกว่ามาตรการภาษีแบบเดิม

หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า จำนวนมาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังปี 2019 จากเฉลี่ยประมาณ 1,100 มาตรการต่อปี เป็นเกือบ 1,900 มาตรการต่อปีในช่วงปี 2022–2024 โดยสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของมาตรการทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงกติกาโลก งานศึกษาพบว่า มาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกครอบคลุมมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 67.5% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2025 สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยานยนต์ แผงวงจรรวม อุปกรณ์สื่อสาร และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน

หากพิจารณาเชิงรายตลาด สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในกลุ่มเดียวกับสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนหรือคุ้มครองภายใต้มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศนั้น ขณะที่การส่งออกไปจีนอีกประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน

ลักษณะสำคัญของมาตรการอุตสาหกรรมยุคใหม่ คือการใช้เงินอุดหนุนในระยะยาวมากกว่า 1 ปี และมีลักษณะตอบโต้กันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” โดย 70–80% ของมาตรการอุดหนุนใหม่ถูกประกาศภายใน 12 เดือน หลังจากประเทศอื่นเริ่มอุดหนุนสินค้าเดียวกัน อีกทั้งเป้าหมายของมาตรการยังเปลี่ยนจากการแก้ไขความล้มเหลวของตลาดและสิ่งแวดล้อม ไปสู่ประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยในปี 2025 มาตรการที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของจีนและสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 44% และ 63% ตามลำดับ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มสะท้อนผ่านตัวชี้วัดมหภาคหลายด้าน โดยไทยขาดดุลการค้าสินค้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 และมีการขาดดุลการค้ากับจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 27.7% ต่อปีตั้งแต่ปี 2020 ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภคหดตัว -0.14% และดัชนีราคาผู้ผลิตในปี 2025 หดตัว -2.3% สะท้อนแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำและผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ

ในบริบทของการแข่งขันเชิงนโยบาย ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยการพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกด้านมาตรการทางการค้าเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดนโยบาย การใช้เครื่องมือปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรอบ WTO อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีสินค้านำเข้าที่ได้รับการอุดหนุน การยกระดับความลึกของความตกลงการค้าเสรี ซึ่งมีหลักฐานว่าสามารถเพิ่มการค้าสินค้าได้ประมาณ 25% และบริการประมาณ 30% ในระยะยาว รวมถึงการมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดกติกาการค้าโลกในประเด็นใหม่ เช่น เงินอุดหนุน ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และการค้าดิจิทัล

โดยสรุป เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันผ่านนโยบายอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่ามาตรการภาษีแบบดั้งเดิม สำหรับประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง