สเปนชี้ “ภัยสึนามิ” ซ่อนใต้ทะเล “ชิโปนา” เมืองชายฝั่งตื่นตัว ขึ้นแท่นต้นแบบความปลอดภัย

แม้ภาพจำของชายฝั่งทางตอนใต้ของสเปนจะเต็มไปด้วยทะเลสีครามและบรรยากาศพักผ่อนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่เบื้องหลังความสวยงามนั้น นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า พื้นที่ดังกล่าวซ่อนความเสี่ยงจาก “สึนามิ” ที่ถูกพูดถึงน้อยมาโดยตลอด
โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง “คอสตา เดล โซล” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเมืองมาลากา แม้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะดูสงบ แต่ใต้ผืนน้ำห่างออกไปเพียงราว 40 กิโลเมตร คือแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกแอฟริกาและยูเรเชียในทะเลอัลโบรัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่เป็นระยะ
แรงสั่นสะเทือนส่วนใหญ่อาจมีขนาดเล็กจนไม่รู้สึก แต่บางครั้งก็รุนแรงพอสร้างความตื่นตระหนก เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.9 ใกล้ชายฝั่งฟวนจิโรลาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่ทำให้มีการแจ้งเหตุฉุกเฉินจำนวนมาก แม้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
นักวิจัยระบุว่า พื้นที่นี้เป็นเขต “แผ่นดินไหวต่อเนื่อง” ซึ่งพลังงานจะสะสมเป็นเวลานานก่อนปลดปล่อยออกมาในรูปของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และอาจก่อให้เกิดสึนามิตามมา อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญยังแทบไม่มีการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงอย่างจริงจัง เมืองเล็กอย่าง “ชิโปนา” ในจังหวัดกาดิซ กลับเลือกเผชิญกับความเป็นจริง
ทางการท้องถิ่นได้ติดตั้งป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับสึนามิ กำหนดเส้นทางอพยพ ติดตั้งระบบไซเรนเตือนภัย และจัดการซ้อมอพยพเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าใจวิธีเอาตัวรอด
แนวทางดังกล่าวทำให้ชิโปนาได้รับการรับรองเป็น “เมืองพร้อมรับสึนามิ” แห่งแรกของสเปนในปี 2567 โดยองค์การยูเนสโก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนเมืองที่มีความพร้อมรับมือภัยสึนามิในภูมิภาค
ผู้บริหารเมืองยอมรับว่า ในช่วงแรก การพูดถึงสึนามิเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่ในระยะยาว ความปลอดภัยกลับช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น
บทเรียนสำคัญที่ยังคงถูกกล่าวถึง คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อปี 2298 ซึ่งมีขนาดรุนแรงระดับ 7.7–9.0 และก่อให้เกิดสึนามิสูงถึง 10 เมตร คลื่นยักษ์ดังกล่าวซัดถล่มชายฝั่งสเปนและแอฟริกาเหนือ คร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นคน และยังคงเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเกิดขึ้นห่างกันหลายร้อยปี แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเกิดแผ่นดินไหวในทะเลอัลโบรัน คลื่นสึนามิอาจเดินทางถึงชายฝั่งมาลากาได้ภายในเวลาเพียงประมาณ 20 นาที แม้ระบบเตือนภัยของสเปนจะสามารถตรวจจับและประเมินสถานการณ์ได้ภายใน 3–5 นาที แต่ระยะเวลาในการอพยพก็ยังคงจำกัดอย่างมาก คำแนะนำสำคัญคือ หากรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงใกล้ชายฝั่ง ไม่ควรรอการแจ้งเตือน แต่ควรรีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงหรือพื้นที่ด้านในทันที ซึ่งแม้แต่การขึ้นไปยังชั้นล่างของอาคารก็อาจช่วยลดความเสี่ยงได้
ในระดับนโยบาย รัฐบาลแคว้นอันดาลูเซียได้จัดทำแผนรับมือสึนามิ ครอบคลุมแนวชายฝั่งยาวกว่า 800 กิโลเมตร และชายหาดมากกว่า 500 แห่ง ขณะเดียวกัน เมืองกาดิซได้จัดการซ้อมอพยพครั้งใหญ่ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน เพื่อทดสอบระบบเตือนภัย เส้นทางอพยพ และการตอบสนองในสถานการณ์จำลอง
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า สึนามิในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอาจมีโอกาสเกิดไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นจะสร้างผลกระทบรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่า ภายใน 30–50 ปีข้างหน้า จะเกิดสึนามิที่มีความสูงอย่างน้อย 1 เมตรอย่างแน่นอน
ที่สำคัญ แม้คลื่นจะมีความสูงเพียง 30–40 เซนติเมตร ก็สามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมและเคลื่อนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากพลังงานของคลื่นสึนามิสูงกว่าคลื่นทะเลทั่วไปอย่างมาก
อีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความเปราะบาง คือรูปแบบการพัฒนาเมืองชายฝั่งในอดีต พื้นที่ชายหาดจำนวนมากถูกพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ส่งผลให้เนินทราย พื้นที่ชุ่มน้ำ และแนวปะการัง ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ ถูกทำลายลงนักวิชาการเตือนว่า หากยังคงพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ “บ้านไม่ได้อยู่ติดทะเลอีกต่อไป แต่อยู่ในทะเล”
ท้ายที่สุด นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า การเตรียมพร้อมไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติเมื่อใด แต่คือการไม่ปล่อยให้สังคมต้องเผชิญกับความสูญเสียโดยไม่ทันตั้งตัวและในวันนี้ เมืองเล็กอย่างชิโปนา กำลังแสดงให้เห็นว่า การยอมรับความเสี่ยงและการเตรียมพร้อม อาจเป็นกุญแจสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
