รีเซต

เลือกตั้ง 69 เงินสะพัดหนัก แต่ศรัทธาประชาชนถดถอย

เลือกตั้ง 69 เงินสะพัดหนัก แต่ศรัทธาประชาชนถดถอย
TNN ช่อง16
20 มกราคม 2569 ( 19:12 )
19

สนามเลือกตั้งปี 2569 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางตัวเลขที่สะท้อนต้นทุนทางการเมืองที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลสำรวจของคณะทำงาน Zero Corruption ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ระบุว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่มีราคาซื้อเสียงสูงที่สุด โดยบางเขตมีการประเมินว่าสูงถึงหัวละ 7,500 บาท ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าหลายการเลือกตั้งที่ผ่านมา และตอกย้ำภาพ “การเมืองแพง” ที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เงินที่ไหลเวียนมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถซื้อคะแนนเสียงได้ง่ายเหมือนในอดีต งานสำรวจเดียวกันพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ประกาศชัดว่าไม่รับเงินซื้อเสียง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยอมรับเงินแต่ไม่ลงคะแนนให้ผู้จ่าย ภาพนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเขตเมือง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่การแข่งขันสูง มาจากน้ำหนักทางการเมืองของเมืองหลวง จำนวนที่นั่ง ส.ส. ไม่เพียงส่งผลต่อสมการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังเป็นตัวชี้วัดภาพลักษณ์และความนิยมของพรรคในระดับประเทศ การทุ่มทรัพยากรจึงถูกมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกัน เครือข่ายหัวคะแนนและกลุ่มทุนในบางเขตยังคงมีบทบาท

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทัศนคติของประชาชนในเมืองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังต่อการเมืองสูงขึ้น ขณะที่ความเชื่อใจต่อระบบและนักการเมืองกลับลดลง ทำให้การใช้เงินไม่สามารถการันตีความได้เปรียบเหมือนเดิม

สัดส่วนประชาชนราว 69% ที่ยืนยันไม่รับเงิน และกลุ่มที่รับเงินแต่ไม่เลือก สร้างภาวะก้ำกึ่งทางการเมือง ระหว่างการต่อต้านระบบซื้อเสียงกับความจำเป็นของคนในพื้นที่ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างอิทธิพลท้องถิ่น ในทางปฏิบัติ ยังมีบางส่วนที่เลือกตามหัวคะแนนด้วยเหตุผลด้านความคุ้นเคย ความเกรงใจ หรือความกลัวอำนาจนอกระบบ สะท้อนว่าการซื้อเสียงยังไม่หมดไป แต่กำลังเผชิญแรงต้านทางความคิดมากขึ้น

ภาคธุรกิจที่ร่วมสำรวจมองตรงกันว่า การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเงินและเครือข่ายทุน เพิ่มความเสี่ยงต่อคอร์รัปชันเชิงนโยบาย และบั่นทอนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อเงินกลายเป็นต้นทุนหลักของการเลือกตั้ง คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้รับภาระในท้ายที่สุด ระหว่างนักการเมือง พรรคการเมือง หรือประชาชนที่ต้องอยู่กับผลของนโยบายที่ถูกกำหนดด้วยผลประโยชน์

ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ สายตาของสังคมจึงจับจ้องไปที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าจะสามารถรับมือกับการซื้อเสียงรูปแบบใหม่ได้เพียงใด ทั้งในมิติการสืบสวน การใช้หลักฐานดิจิทัล และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง