รีเซต

เอไอเขย่างาน ไทยเสี่ยง 4 หมื่นคนต่อเดือน

เอไอเขย่างาน ไทยเสี่ยง 4 หมื่นคนต่อเดือน
TNN ช่อง16
27 เมษายน 2569 ( 17:38 )

ปรากฏการณ์นี้กำลังเร่งให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางทักษะแบบ ‘K-Shape’ ที่แยกคนทำงานออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งจะพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายอาชีพ

ในขณะที่คนทำงานกลุ่มใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทัน หรือขาดความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นที่ในตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกของการทำงานได้เข้าสู่ยุคของการวัดผลจริงอย่างเด็ดขาด

ข้อมูลจาก LinkedIn ชี้ให้เห็นทิศทางที่น่ากังวลว่า ทักษะงานส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไปสูงถึง 70% ภายในปี 2030 สถานการณ์ในประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงสูง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการเลิกจ้างแรงงานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี  ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้มีผู้ถูกเลิกจ้างไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการแข่งขันที่รุนแรง องค์กรต่างๆ จึงมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ทำให้โครงสร้างองค์กรมีขนาดเล็กลงแต่กลับมีความคาดหวังต่อพนักงานสูงขึ้น

โจทย์สำคัญขององค์กรในปีนี้คือการรับมือกับภาวะที่เทคโนโลยีล้ำสมัยแต่พนักงานกลับวิ่งตามไม่ทัน เมื่อระบบอัตโนมัติเข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่ พนักงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมมาเป็นการควบคุมเทคโนโลยีอย่างเข้าใจ จุดนี้เองที่บีบให้ทุกคนต้องเร่งสร้างทักษะใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติที่ระบบคอมพิวเตอร์ทำแทนไม่ได้ การเป็น ‘Fast Learner’ หรือผู้ที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจึงกลายเป็นทางรอดเดียวของคนทำงานในยุคนี้ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นส่วนเกินขององค์กร

ขณะที่ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุชัดเจนว่าช่องว่างทางทักษะคืออุปสรรคสูงสุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้องค์กรกว่า 85% ต้องเร่งแผนพัฒนาพนักงานเดิมขนานใหญ่ 70% เตรียมจ้างบุคลากรใหม่ และ 50% เน้นการโยกย้ายพนักงานจากบทบาทที่กำลังถดถอยไปสู่ตำแหน่งที่เติบโต 

ทั้งนี้หากไปดูสถิติการเลิกจ้างพนักงานสายเทคโนโลยีทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีการเลิกจ้างถึง 783 ครั้ง กระทบพนักงาน 245,953 คน และต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ที่มีการปลดพนักงานแล้วอีก 171 ครั้ง กระทบคนทำงานกว่า 55,911 คน  ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโลกของการทำงานไม่ได้แค่เปลี่ยนเร็วขึ้น แต่กำลังคัดคนออกด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้น ทำให้เกิดสงครามแย่งชิงตัว หรือ ‘War for Talent’ ในกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางที่ธุรกิจต้องการอย่างแท้จริง

ส่วนการเดินหน้าลดคนนั้นยังคงเกิดขึ้นอย่างตอ่เนื่องในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ล่าสุดกลุ่มบริษัทไฮเทคต่างๆ ล่าสุดOracle บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปลดพนักงานจำนวนหลายพันตำแหน่ง โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างได้รับอีเมลแจ้งว่าวันนี้จะเป็นวันทำงานวันสุดท้าย  โดย อีเมลดังกล่าวส่งในนาม ‘Oracle Leadership’ มีใจความว่า “หลังจากพิจารณาความต้องการทางธุรกิจของ Oracle อย่างรอบคอบแล้ว เราตัดสินใจยุบตำแหน่งของคุณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรในวงกว้าง” พร้อมทั้งขอให้พนักงานแจ้งอีเมลส่วนตัวเพื่อใช้ติดต่อในอนาคต

 การปลดครั้งนี้กระทบพนักงานทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา, อินเดีย, แคนาดา และภูมิภาคอื่น ครอบคลุมหลายแผนก ไม่ว่าจะเป็น Oracle Health, Sales, Cloud, Customer Success และ NetSuite ซึ่งพนักงานรายหนึ่งระบุว่าตัวเลขอาจสูงถึง 1 หมื่นคน โดยอ้างอิงจากจำนวนผู้ใช้งานที่หายไปบนระบบ Slack ภายในบริษัท และข้อมูลจากภายในที่ระบุว่าจำนวนพนักงานลดลงจาก 1.65 แสนคนเหลือ 1.55 แสนคนภายในเช้าวันเดียว  ขณะที่พนักงานส่วนใหญ่ไม่พอใจหลายรายระบุว่าได้รับเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 1 เดือน และถูกตัดสิทธิ์เข้าถึงระบบทันทีหลังได้รับแจ้ง

การปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการลงทุนด้าน AI อย่างหนักของ Oracle ก่อนหน้านี้บริษัทได้นำเครื่องมือ AI มาใช้ภายในองค์กรและผู้บริหารเคยระบุว่า AI ช่วยให้บริษัทใช้คนน้อยลงแต่ทำงานได้มากขึ้น  โดยในแง่การลงทุน Oracle วางแผนใช้เงินอย่างน้อย 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.63 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้ และได้ระดมเงินกู้อีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจคลาวด์

อย่างไรก็ตามราคาหุ้น Oracle ร่วงลงแล้วกว่า 25% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมากกว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายอื่น สะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและกระแสเงินสดที่ลดลง การปลดพนักงาน 2-3 หมื่นตำแหน่ง อาจช่วยเพิ่มกระแสเงินสดอิสระได้ราว 8 พันล้าน-1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6-3.3 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ Oracle ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปลดพนักงานในปีนี้ ผู้บริหารในวงการเทคโนโลยีอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Meta และ แจ็ก ดอร์ซีย์ แห่ง Block ต่างเคยกล่าวว่า AI ช่วยให้ใช้คนน้อยลงได้ โดยทั้งสองบริษัทก็ปลดพนักงานไปแล้วเช่นกัน ล่าสุดเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมเตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่ล็อตแรกในเดือนพ.ค. ประมาณ  8,000 คน หรือ 10% ของพนักงานทั่วโลก พร้อมทั้งเตรียมปลดพนักงานเพิ่มมากกว่านี้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้แม้ตัวเลขไม่ชัดเจนแต่ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์ส รายงานว่าเมตาอาจลดพนักงานโดยรวมมากถึง 20% ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานเพิ่มราว 16,000 คน การปรับโครงสร้างครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางของเจ้าพ่อเมาตาที่กำลังทุ่มงบมหาศาลเพื่อพัฒนา AI และปรับองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐอีกหลายแห่งที่กำลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI

ด้าน  Amazon ประกาศลดตำแหน่งงานราว 1.6 หมื่นตำแหน่งในช่วงต้นปีนี้จากปีก่อนที่ปลดไปแล้วบางส่วนทำให้โดนรวมมีการลดพนักงานไปแล้ว 30,000 คน หรือประมาณ 10% ของพนักงานทำงานในสำนักงานหรือออฟฟิศ ที่เน้นการใช้ความรู้ ทักษะทางปัญญา บริหารจัดการ หรือบริการวิชาชีพ มากกว่าการใช้แรงงาน  ซึ่งการปลดพนักงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี และในรอบก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกโยงกับ AI แต่อย่างใด แต่ในปีนี้หลายบริษัทอ้างเหตุผลจากเอไอ เช่นบริษัทอย่าง Block และ Atlassian ปลดพนักงานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยอ้างเหตุผลจาก AI ส่วนฟินเทค บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกแห่งก็ประกาศลดพนักงานลงเกือบครึ่งของพนักงานทั้งหมดที่มีเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา 

ด้าน Layoffs.fyi เว็บไซต์ติดตามการลดพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก รายงานว่า ปีนี้มีพนักงานทั่วโลกจำนวน 73,212 คน สูญเสียตำแหน่งงานไปแล้ว 

นอกจากทางฝั่งของสหรัฐฯ พบว่าเดือนกุมภาพันธ์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังสูญเสียตำแหน่งงานอย่างไม่คาดคิดถึง 92,000 ตำแหน่ง ยิ่งตอกย้ำว่าสภาพตลาดแรงงานยังห่างไกลจากคำว่าฟื้นตัว

ส่วนที่สหราชอณาจักร สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BBC เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 2,000 ตำแหน่งจาก 2 หมื่นคน โดยวางแผนลดค่าใช้จ่ายเกือบ 600 ล้านปอนด์หรือ 10% ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ชี้องค์กรกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินอย่างหนัก ถือเป็นการลดขนาดองค์กรสื่อสาธารณะครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี

เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา BBC ประกาศเตรียมปรับลดขนาดองค์กรครั้งใหญ่ หลังเผชิญแรงกดดันทางการเงิน โดยผู้บริหารได้ส่งอีเมลหาพนักงานในวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่า องค์กรกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินอย่างหนัก เพราะช่องว่างระหว่างค่าใช้จ่ายกับรายได้กำลังเพิ่มขึ้นด้วยปัจจัยหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อในการผลิต, รายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ไปจนถึงรายได้เชิงพาณิชย์ที่ตึงตัว และเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนอยู่

หนทางในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุด คือ BBC ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอีก 500 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2.17 หมื่นล้านบาท) ไม่ว่าจะเป็นการรับพนักงานใหม่ การเดินทาง การลดค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาด้านการจัดการ งานประกาศรางวัล และงานอีเวนต์ต่างๆ ถือเป็นงบประมาณส่วนหนึ่งจาก 5 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 2.17 แสนล้านบาท) ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยมาตรการครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในงบประมาณปีถัดไปอย่าง 2027-2028

นอกจากนี้ แผนกอื่นๆ ของ BBC กำลังพิจารณาว่า องค์กรจะลดความซ้ำซ้อนในส่วนใดได้บ้าง ไปจนถึงยกเลิกกิจกรรมที่ไม่จำเป็น โดยแผนการใช้จ่ายของแต่ละแผนกจะถูกแจ้งให้พนักงานทราบในเดือนกันยายน หรือปีงบประมาณถัดไปแผนการนี้ยังรวมถึงการลดจำนวนตำแหน่งจ้างงานใน BBC ถึง 1,800-2,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 10 ของพนักงานทั้งหมด โดยองค์กรจำเป็นต้องพิจารณาในเชิงรายละเอียด และจะเปิดเผยตรงไปตรงมาว่า กำลังเผชิญความท้าทายอะไรอยู่บ้าง

ปัจจุบัน BBC กำลังเจรจากับรัฐบาลสหราชอาณาจักร เพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ (Royal Charter) ซึ่งจะหมดอายุในสิ้นปีหน้า รวมถึงกลไกการระดมทุนผ่านค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยทั่วไปแล้ว BBC ได้รับรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต แต่จำนวนผู้ซื้อลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่มีการปรับราคาขึ้นเป็น 180 ปอนด์ (ประมาณ 7,800 บาท) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนหันไปใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เช่น Netflix, Disney และ YouTube มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง