รีเซต

อันดับขีดความสามารถแข่งขันเวียดนามไล่บี้ติดหลังไทย

อันดับขีดความสามารถแข่งขันเวียดนามไล่บี้ติดหลังไทย
TNN ช่อง16
26 มิถุนายน 2569 ( 20:45 )
12

การผลักดันขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวตามนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหลังจากที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)มีการประชุมกันนัดแรกและ ได้ประกาศเป้าหมายชัดเจนที่จะยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ในอีก 12 ปีข้างหน้า โดยขับเคลื่อนผ่าน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ทั้งเกษตรและอาหาร, ยานยนต์อนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยาและสุขภาพ, ท่องเที่ยวคุณภาพสูง, การค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมวาง 4 แนวทาง เช่น การลงทุนใหม่, การท่องเที่ยวและ บริการ, การพัฒนาทุนมนุษย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพ ภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ติดอันดับ 20 แรกของโลก และทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% แม้เป็นเป้าหมายที่ไม่ง่ายแต่ก็สัญญาณที่ดีที่ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง

ขณะที่ข้อมูลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 ซึ่งจัดทำโดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ผลลัพธ์ปีนี้ปรากฏว่า ประเทศไทยทำผลงานได้น่าจับตาด้วยการทะยานขึ้นมา 4 อันดับขยับมาอยู่ที่อันดับ 26 ของโลก จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก

สำหรับปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ไทยบินสูงขึ้น คือประสิทธิภาพภาคธุรกิจที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 3 อันดับบวกกับแรงส่งจากโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้นอีก 2 อันดับในภาพรวมอย่างไรก็ดี ในซีกของประสิทธิ ภาพภาครัฐกลับย่ำอยู่กับที่ ขณะที่สมรรถนะเศรษฐกิจร่วงลง 2 อันดับ

เมื่อส่องกล้องมองภาพรวมทั่วโลกจะพบว่า "สิงคโปร์" ยังคงผงาดครองแชมป์เบอร์หนึ่งอย่างเหนียวแน่นตามมาด้วย "ฮ่องกง" ในอันดับสอง ส่วนอดีตแชมป์เก่า "สวิตเซอร์แลนด์" หล่นไปอยู่อันดับ 3 กลุ่ม Top 10 แทบไม่เปลี่ยนหน้า ยกเว้น "สหรัฐอเมริกา" ที่เร่งเครื่องจากอันดับ 13 ขึ้นมาอยู่ที่ 10ในขณะที่ "กาตาร์" โดนเบียดร่วงจากอันดับ 9 ไปอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลกในปีนี้ที่น่าสนใจคือทำเนียบ 5 อันดับแรก มีเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียติดโผถึง 3 เขตประกอบด้วย สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน อันดับ 4  ส่วนยูเออี อันดับ 5สะท้อนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกที่เทมาทางฝั่งเอเชียมากขึ้น

นอกจากนั้นในปีนี้ IMD ยังได้เพิ่ม "เวียดนาม" เข้ามาในการจัดอันดับเป็นปีแรก ทำให้ฐานข้อมูลแน่นขึ้นเป็น 70 เขตเศรษฐกิจและที่น่าสนใจคือการที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรกแล้วขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 27 ตามหลังไทยเพียง 1 อันดับ สะท้อนว่าการแข่งขันในอาเซียนมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนชาติอาเซียนอย่างสิงคโปร์ที่ยังครองอันดับ 1 ของโลก และมาเลเซียอยู่ในอันดับ 15 สูงกว่าไทย เนื่องจากมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะผลิตภาพแรงงานที่สูงกว่าไทยอย่างชัดเจน ส่งผลให้แรงกดดันต่อขีดความสามารถการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนั้นการที่ในปี 2569 IMD ให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจ AI มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการประเมินด้าน Digital ไปสู่ AI Economy ทำให้หลายตัวชี้วัดของไทยลดลง ทั้งด้าน AI Skills การเข้าถึงบุคลากรด้าน AI ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการลงทุนด้าน AI ที่ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ปัจจุบัน ไทยมีอันดับด้านทักษะ AI อยู่ที่อันดับ 38 ของโลก ขณะที่เวียดนามอยู่ที่อันดับ 11 และตัวชี้วัดการพัฒนาพนักงาน (Employee Training) เวียดนามอยู่อันดับ 5 ของโลก สะท้อนการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมากกว่าไทย ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


แม้ว่าอันดับรวมของไทยดีขึ้น แต่บางด้านกลับอ่อนแอลง โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ลดลงจากอันดับ 32 มาอยู่ที่อันดับ 39 ขณะที่ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศ  แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านระบบการเงิน การสื่อสาร และการท่องเที่ยว แต่เป็นความได้เปรียบที่สร้างขึ้นมานานแล้ว เหมือนเป็นการ “กินบุญเก่า” จากการลงทุนในอดีต ขณะที่ประเทศคู่แข่งกำลังเร่งลงทุนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานใหม่อย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญด้านผลิตภาพ(Productivity) ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยผลิตภาพรวมของไทยอยู่อันดับ 58 ของโลก ขณะที่ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามอยู่อันดับ 64 ต่ำกว่าไทยเพียงเล็กน้อย แต่ยังมีข้อมูลบางภาคเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกนำมาคำนวณครบถ้วน และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ประเทศมาเลเซียมี ผลิตภาพภาคเกษตรสูงกว่าไทยเกือบ 5 เท่า ภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าประมาณ 2 เท่า และภาคบริการสูงกว่าราว 30-50% สะท้อนว่าไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง และการเติบโตที่ผ่านมาอาศัยการลงทุนและเงินทุนมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพ

ประเทศไทยยังมีเวลา แต่หากไม่เร่งลงทุนเรื่องคนและปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจ AI โอกาสที่เวียดนามจะไล่แซงไทยมีสูง เพราะความได้เปรียบหลายเรื่องที่ไทยมีอยู่ในวันนี้ เป็นสิ่งที่เราสะสมมาจากอดีตหรือเป็นการกินบุญเก่า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามปีนี้ไทยยังมีข่าวดีที่ช่วยเรียกความเชื่อมั่นเมื่อผลการจัดอันดับความน่าเชื่อของประเทศและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง S&P Global Ratings, Moody’s ของประเทศไทยผลประเมินล่าสุดถือเป็นสัญญาณเชิงบวก โดย S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังของประเทศ

ขณะที่ Moody’s Ratings ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1 หรือระดับน่าลงทุนและได้ปรับเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) จากเดิมที่เคยประเมินไว้ว่าเป็นเชิงลบ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านลบที่ลดลงและความเชื่อมั่นที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ  โดยเหตุผลสำคัญที่ได้รับการปรับแนวโน้มดีขึ้น ความเสี่ยงด้านลบทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลง แรงกดดันภายนอกคลี่คลายลง และการลงทุนของภาคเอกชนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาช่วยสนับสนุนการเติบโต

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

 ทำให้ล่าสุดที่ประชุมบีโอไอ อนุมัติเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันลอตใหญ่ 48 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 2,500 ล้านบาท เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทยด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมทั้งเร่งสปีดมาตรการ Skill Bridge พัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 66,000 คน เพื่อมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานได้มีมติอนุมัติ 17 โครงการวงเงินสนับสนุนรวม 1,033 ล้านบาท ที่ขอรับการส่งเสริมตาม มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) และ 31 โครงการวงเงินสนับสนุนรวม 1,465 ล้านบาท ที่ขอรับการส่งเสริมตามมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) เพื่อพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 49,300 คน เมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้มาตรการนี้แล้วทั้งสิ้น 35 โครงการ ซึ่งจะมีการพัฒนาบุคลากรรวม 66,500 คน

สำหรับโครงการที่อนุมัติทั้งหมดนั้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งทั้งสองมาตรการนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง