"เวียดนาม" ใจป้ำ! แจกโบนัส 6 ล้านดอง ลาคลอด 7 เดือน กระตุ้นมีลูก คุ้มหรือไม่?

เมื่อประเทศ "แก่ก่อนรวย" เวียดนามดิ้นสุดแรง เร่งปั๊มประชากร ให้ลาคลอด 7 เดือน แจกโบนัส 6 ล้านดอง ก่อนจะไร้แรงงานปั้นเศรษฐกิจ
หลายคนอาจคิดว่า การให้ลาคลอดนานขึ้น หรือแจกเงินเมื่อมีลูก เป็นเพียงนโยบายช่วยเหลือครอบครัว แต่สำหรับเวียดนาม เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายสวัสดิการธรรมดา หากเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลเวียดนามกำลังเดิมพันกับอนาคตของชาติ เพราะมองว่า "จำนวนประชากร" จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศจะเติบโตต่อไปได้หรือไม่
ล่าสุด เวียดนามประกาศมาตรการครั้งใหญ่ ทั้งให้สิทธิลาคลอดนานถึง 7 เดือนสำหรับบุตรคนที่ 2 แจกเงินโบนัสสูงสุด 6 ล้านดอง หรือประมาณ 7,500 บาท พร้อมยกเลิกข้อจำกัดที่เคยกำหนดให้ครอบครัวมีบุตรไม่เกิน 2 คน ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้มายาวนานหลายสิบปี
คำถามคือ ทำไมประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน จึงต้องเร่งให้คนมีลูกขนาดนี้
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเด็ก แต่อยู่ที่อนาคตเศรษฐกิจ
เวียดนามถูกยกให้เป็นดาวรุ่งของอาเซียนมาโดยตลอด ทั้งการเติบโตของการส่งออก การไหลเข้าของเงินลงทุน และการย้ายฐานการผลิตจากทั่วโลก
แต่สิ่งที่รัฐบาลกังวลกลับไม่ใช่เรื่องสงครามการค้า หรือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ "เด็กเกิดน้อย"
เพราะเมื่อเด็กเกิดน้อยลง วันนี้อาจยังไม่เห็นผล แต่ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ประเทศจะมีแรงงานลดลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และภาระในการดูแลสังคมจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นั่นหมายความว่า คนวัยทำงานจะต้องแบกรับทั้งการผลิต การเสียภาษี และการดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
รัฐบาลเวียดนามจึงประกาศใช้กฎหมายประชากรฉบับใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยยกเลิกข้อจำกัดเรื่องจำนวนบุตร เพื่อพยายามพลิกแนวโน้มอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง
ชุดมาตรการจูงใจที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
กฎหมายใหม่ไม่ได้มีเพียงการเปิดทางให้มีลูกมากกว่า 2 คน
รัฐบาลยังจัดมาตรการจูงใจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิลาคลอด 7 เดือนสำหรับการมีบุตรคนที่ 2 คู่สมรสที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี จะได้รับสิทธิจัดสรรที่อยู่อาศัยก่อนกลุ่มอื่น ได้รับโบนัสสูงสุด 6 ล้านดอง รวมถึงเงินสนับสนุนสำหรับการตรวจสุขภาพก่อนและหลังคลอด
ทั้งหมดสะท้อนว่า เวียดนามกำลังเปลี่ยนมุมมองจากการ "ควบคุมประชากร" มาเป็น "เพิ่มประชากร" อย่างเต็มตัว
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจากใช้นโยบายจำกัดจำนวนบุตรมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980
จากข้อได้เปรียบ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ
ในอดีต เวียดนามได้เปรียบหลายประเทศ เพราะมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก ค่าแรงแข่งขันได้ ทำให้บริษัทต่างชาติทยอยย้ายฐานการผลิตเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
แต่วันนี้ สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป
ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามระบุว่า ปัจจุบันประชากรราว 15% มีอายุมากกว่า 60 ปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 25% ภายในปี 2050
ขณะที่กองประชากรแห่งสหประชาชาติประเมินว่า เวียดนามกำลังเดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่หลายประเทศพัฒนาแล้วเคยเผชิญ
นั่นหมายถึงข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกที่เคยดึงดูดนักลงทุน อาจค่อย ๆ ลดลงในอนาคต
"แก่ก่อนรวย" ความเสี่ยงที่หลายประเทศกำลังกลัว
นักเศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า "Getting Old Before Getting Rich" หรือ "แก่ก่อนรวย" เพื่ออธิบายสถานการณ์ของเวียดนาม
ความหมายคือ ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งที่ประชาชนยังมีรายได้เฉลี่ยไม่สูงพอ และรัฐยังไม่ได้สะสมความมั่งคั่งมากพอที่จะรองรับภาระผู้สูงวัย
ต่างจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ ที่สร้างฐานเศรษฐกิจให้แข็งแรงก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับระบบบำนาญ การรักษาพยาบาล และการดูแลระยะยาว
แต่เวียดนามต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาการศึกษา ดึงดูดการลงทุน และเตรียมงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต
เศรษฐกิจวันนี้ยังโต แต่คำถามอยู่ที่อีก 30 ปีข้างหน้า
แม้เศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวแข็งแกร่ง
ปี 2025 GDP เติบโตมากกว่า 7% ส่วนไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวถึง 8.39% จากแรงหนุนของการส่งออก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการย้ายฐานการผลิต
ล่าสุด ธนาคารโลกยังยกระดับเวียดนามขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง
แต่คำถามสำคัญคือ หากอีก 20-30 ปีข้างหน้า จำนวนแรงงานลดลง
ใครจะทำงานในโรงงาน
ใครจะผลิตสินค้า
ใครจะเสียภาษี
และใครจะเป็นคนดูแลผู้สูงอายุ
IMF ประเมินว่า ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ จะเผชิญการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะแรงงานยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการขยายตัวของ GDP
แจกเงินอย่างเดียว อาจไม่พอให้คนอยากมีลูก
แม้มาตรการของเวียดนามจะถูกจับตามอง แต่คำถามสำคัญคือ จะได้ผลจริงหรือไม่
หลายประเทศทดลองมาแล้ว
ญี่ปุ่นลงทุนกับนโยบายครอบครัวมานาน
เกาหลีใต้ใช้งบส่งเสริมการเกิดสะสมกว่า 380 ล้านล้านวอน
สิงคโปร์มีทั้ง Baby Bonus เงินช่วยเลี้ยงเด็ก สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเงินอุดหนุนอีกหลายรูปแบบ
แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีประเทศใดสามารถบอกได้ว่า นโยบายแจกเงินเพียงอย่างเดียว ทำให้อัตราการเกิดกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
OECD อธิบายว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่ต้นทุนในการเลี้ยงลูก ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่าย และภาระในการทำงาน สูงกว่าที่หลายครอบครัวจะรับไหว
อีกด้านที่ต้องระวัง คือผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
มาตรการลาคลอดที่ยาวนานขึ้น แม้จะเป็นผลดีต่อครอบครัว แต่ก็อาจสร้างผลข้างเคียงในตลาดแรงงาน
โดยเฉพาะภาคการผลิต สิ่งทอ และอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม
นักวิชาการบางส่วนกังวลว่า นายจ้างอาจลังเลที่จะรับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เข้าทำงาน หรือชะลอการเลื่อนตำแหน่ง เพราะกังวลต้นทุนจากการลาคลอดที่เพิ่มขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จึงเสนอว่า เวียดนามไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการเพิ่มจำนวนประชากร แต่ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพแรงงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติให้มากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จำนวนประชากรจะลดลง
ท้ายที่สุด สิ่งที่เวียดนามกำลังทำ ไม่ใช่แค่การกระตุ้นให้คนมีลูก แต่เป็นความพยายามรักษาเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
และหากมองกลับมาที่ประเทศไทย ภาพนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยเองกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำและสังคมสูงวัยเช่นเดียวกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ "จะทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น"
แต่คือ "จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จำนวนประชากรจะลดลง"
นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ในทศวรรษข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
