รีเซต

เมื่อ AI เปลี่ยนโลก ไทยจะวาง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” อย่างไร?

เมื่อ AI เปลี่ยนโลก ไทยจะวาง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” อย่างไร?
TNN ช่อง16
2 กรกฎาคม 2569 ( 17:51 )
10

การแข่งขันของโลกในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะสร้าง AI ได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครจะสร้าง ‘ประเทศที่พร้อมสำหรับ AI ได้ก่อน’ 


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศกำลังเร่งประกาศยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่ผลักดัน CHIPS and Science Act สหภาพยุโรปที่ออก European Chips Act ญี่ปุ่นที่อุดหนุนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือจีนที่ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีของตนเอง


ล่าสุด รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเดินหน้า “3 Mega Projects” ครอบคลุมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical AI) และ Data Center สำหรับ AI พร้อมระดมการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจ AI 


หากมองเพียงผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ จะพบว่านโยบายลักษณะนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ และสะท้อนทิศทางเดียวกันคือ AI ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังถูกยกระดับเป็น “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ” 


การลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่การพัฒนาโมเดล AI แต่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Data Center ระบบคลาวด์ พลังงาน การวิจัย บุคลากร ไปจนถึงการออกแบบนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว เพราะทุกประเทศต่างตระหนักว่า ผู้ที่จะได้เปรียบในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่ประเทศที่คิดค้น AI ได้ก่อนเพียงอย่างเดียว แต่คือประเทศที่สามารถสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่รองรับเศรษฐกิจยุค AI ได้อย่างครบวงจร 


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า เกาหลีใต้ลงทุนเท่าใด หรือบริษัทไหนจะได้รับประโยชน์มากที่สุด หากแต่คือ ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งของตนเองไว้อย่างไรในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ เพื่อไม่ให้ตกขบวนเศรษฐกิจ AI และสามารถเปลี่ยนโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้อย่างไร? 


เพราะในเกมการแข่งขันรอบใหม่ สิ่งทีกำลังแข่งขันกันไม่ใช่บริษัท vs บริษัท แต่คือ “ยุทธศาสตร์ของประเทศ vs ยุทธศาสตร์ของประเทศ” 


เมื่อ “ชิป” ไม่ใช่แค่ชิป แต่คือยุทธศาสตร์ของประเทศ 


หากกล่าวถึง “เซมิคอนดักเตอร์” หลายคนอาจนึกถึงเพียงชิปอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ แต่ในความเป็นจริง เซมิคอนดักเตอร์คือหัวใจของเทคโนโลยีแทบทุกประเภทในโลกยุคใหม่ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงอาวุธและระบบป้องกันประเทศ 


นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศไม่ได้มองเซมิคอนดักเตอร์เป็นเพียง “สินค้าอุตสาหกรรม” อีกต่อไป แต่ยกระดับให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Infrastructure) ที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ 


ในบทความ “ จากโลกสู่ภูมิภาค: ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์กับนโยบายของอาเซียนและไทย” ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่เขียนโดย นภควัฒน์ วันชัย อธิบายว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่


  • การออกแบบชิป 

  • การผลิต

  • การประกอบและการทดสอบ 


ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินลงทุน และบุคลากรที่แตกต่างกันอย่างมาก 

และความซับซ้อนดังกล่าวทำให้โลกไม่ได้มีประเทศที่สามารถดำเนินทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานได้ด้วยตนเองทั้งหมดในที่เดียว หากแต่เกิดการแบ่งบทบาทตามความเชี่ยวชาญกันออกไปในแต่ละที่ จนพัฒนาไปเป็น “ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก” หรือ Global Value Chain (GVC) ที่เชื่อมโยงบริษัทและโรงงานผลิตจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน 


อย่างไรก็ตาม การจะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล รายงานขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่บทความของนภวัฒน์ อ้างถึง ระบุว่า การจะสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูง หรือที่เรียกว่า Fabrication Plant (Fab) หนึ่งแห่งนั้นต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 666,000 ล้านบาท ราคานี้ยังไม่รวมต้นทุนการดำเนินงานอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์ตลอดอายุโครงการ จึงไม่น่าแปลกใจที่กำลังการผลิตของโลกจะกระจุกตัวอยู่ในประเทศเพียงไม่กี่แห่ง เช่น สหรัฐฯ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงผู้ผลิตเครื่องจักรเฉพาะทางอย่างเนเธอร์แลนด์ 


ในขณะเดียวกัน การเติบโตของเทคโนโลยี AI ยิ่งเร่งให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เฉพาะชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่รวมถึงชิปประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในการประมวลผล AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ส่งผลให้หลายประเทศเร่งลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง 


แต่การกระจุกตัวของกำลังการผลิตไว้ในประเทศเพียงไม่กี่แห่งนี้เอง กลับสร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจโลก เพราะเมื่อใดที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ หรือมาตรการในการควบคุมการส่งออก เทคโนโลยีที่โลกทั้งใบพึ่งพาก็อาจสะดุดลงได้ทันที 


ด้วยเหตุนี้เอง เซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ใช่เพียง “สินค้าส่งออก” หากแต่กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่แต่ละประเทศต่างเร่งสร้างขีดความสามารถของตนเอง พร้อมกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป 

แล้วไทยควรวางตำแหน่งของตัวเองตรงไหน?


หากย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน โลกาภิวัตน์ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตบนแนวคิดของ “ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก” หรือ Global Value Chain (GVC) บริษัทข้ามชาติเลือกตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำ ผลิตชิ้นส่วนจากหลายประเทศ ก่อนประกอบเป็นสินค้าส่งออกไปทั่วโลก เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต 


อย่างไรก็ตาม โลกในเวลานี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และภาพจำดังกล่าวก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากบทความของ นภควัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การแข่งขันกันด้านเทคโนโลยี (Tech War) ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ผลักดันให้หลายประเทศและบริษัทข้ามชาติเริ่มปรับยุทธศาสตร์จาก “Global Value Chain”  (GVC) ไปสู่ “Regional Value Chain” (RGC) หรือการสร้างเครือข่ายการผลิตที่กระจายอยู่ภายในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงไม่กี่แห่งของโลก 


ทว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า โลกกำลังถอยกลับจากโลกาภิวัตน์ หากแต่กำลังเข้าสู่ยุค “Globalization with Resilience” หรือโลกาภิวัตน์แบบยืดหยุ่นที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน” ควบคู่ไปกับ “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ”


นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เพื่อให้ประเทศของตนมี “ตำแหน่ง” อยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก


คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทย แล้วประเทศไทยจำเป็นต้องผลิตชิปขั้นสูงแข่งขันกับ TSMC ของไต้หวัน หรือ Samsung ของเกาหลีใต้หรือไม่


คำตอบอาจไม่ใช่…


อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ด้วยต้นทุนการลงทุนที่สูงมาก เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และความได้เปรียบที่ประเทศผู้นำสะสมมานานหลายทศวรรษ การพยายามแข่งขันในทุกมิติอาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย


แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกำหนด “ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Positioning) ของประเทศไทยให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยจะสร้างคุณค่าในช่วงใดของห่วงโซ่อุปทาน และจะเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาคอย่างไร


นี่คือสาระสำคัญของแนวคิด Regional Value Chain ที่นภควัฒน์เสนอไว้ได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ประเทศหนึ่งไม่จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง แต่สามารถสร้างความสามารถเฉพาะด้าน แล้วเชื่อมโยงกับประเทศอื่นภายในภูมิภาค เพื่อร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมเดียวกัน


สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย เพราะไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง หากสามารถยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ในส่วนที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทานใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


นั่นหมายความว่า โจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ใช่ “จะผลิตชิปได้หรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยจะเป็นประเทศแบบไหนในยุคที่ AI และเซมิคอนดักเตอร์กำลังสร้างระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่”


และการตอบคำถามนี้ จำเป็นต้องเริ่มจากการมี “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการลงทุนเป็นรายโครงการ แต่ต้องกำหนดบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านอุตสาหกรรม บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ

ไทยเริ่มขยับแล้ว “ชิปเมดอินไทยแลนด์” 


แม้การแข่งขันด้านเซมิคอนดักเตอร์และ AI จะทวีความเข้มข้นขึ้นทั่วโลก แต่ประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่ในจุดเริ่มต้นอีกต่อไป


เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลภายใต้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า 'บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์' พร้อมประกาศเป้าหมายดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน และผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ภายในปี พ.ศ. 2593


การจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐเริ่มมองอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในฐานะ “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งอนาคต” มากกว่าการเป็นเพียงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง โดยมีการบูรณาการหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ดิจิทัล พลังงาน การศึกษา และการต่างประเทศ เข้ามาอยู่ในกลไกเดียวกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา


นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญ เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมลักษณะนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการประสานนโยบายทั้งด้านการลงทุน การพัฒนากำลังคน การวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศไปพร้อมกัน


อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากประสบการณ์ของประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ จะพบว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการมี “คณะกรรมการ” หรือ “เป้าหมาย” เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปลี่ยนเป้าหมายเหล่านั้นให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการและจับต้องได้จริง 


นั่นหมายความว่า หลังจากการประกาศทิศทางในระดับนโยบายแล้ว ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งกว่า คือการตอบคำถามว่า ต่อจากนี้ใน phase ถัดไปนั้น ประเทศจะเลือกเดินในทิศทางใด และจะสร้างความได้เปรียบจากจุดแข็งที่มีอยู่ได้อย่างไร


คำถามนี้สำคัญ เพราะไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้นำได้ทุกมิติ ทั้งด้านเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือขนาดของตลาด แต่ในขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขันในทุกมิติ


ในบริบทของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับตัว ประเทศไทยอาจไม่ได้ถูกวัดจากความสามารถในการสร้างโรงงานผลิตชิปที่ล้ำหน้าที่สุด หากแต่ถูกวัดจากความสามารถในการสร้าง “คุณค่า” ในส่วนที่ประเทศมีศักยภาพ และสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ด้วยเหตุนี้ เป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” จึงไม่ควรถูกตีความเพียงในความหมายของการผลิตชิปภายในประเทศ แต่ควรถูกขยายให้เป็นวิสัยทัศน์ของการสร้าง “ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI” ที่ครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและนวัตกรรม การดึงดูดการลงทุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงาน ตลอดจนการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค


Blueprint ประเทศไทย จาก “นโยบาย” สู่ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”


การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของประเทศไทย แต่ในโลกที่การแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์กำลังเร่งตัวอย่างรวดเร็ว การมี “กลไก” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากประเทศไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของภูมิภาค


โจทย์สำคัญในระยะต่อไป จึงไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่คือการออกแบบยุทธศาสตร์แห่งชาติที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน 


  1. กำหนดบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก


การแข่งขันด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เกมที่ผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง ประเทศต่างๆ ล้วนมีบทบาทแตกต่างกันตามศักยภาพของตนเอง ในบทความของนภควัฒน์เสนอไว้ว่า โลกกำลังเคลื่อนจาก Global Value Chain (GVC) ไปสู่ Regional Value Chain (RVC) มากขึ้น ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับไต้หวันหรือเกาหลีใต้ในการผลิตชิปขั้นสูง แต่ควรกำหนด “ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์” ของตนเองให้ชัดเจน ว่าจะสร้างความได้เปรียบในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทาน และจะเชื่อมโยงกับระบบการผลิตของอาเซียนและพันธมิตรอย่างไร


ความชัดเจนในเรื่องนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการลงทุน การพัฒนากำลังคน และการวิจัยในอีกหลายสิบปีข้างหน้า


  1. เปลี่ยนจากการส่งเสริมการลงทุน สู่การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม


ในอดีต ความสำเร็จของประเทศไทยมักถูกวัดจากจำนวนโรงงานหรือมูลค่าการลงทุนที่ได้รับ แต่ในเศรษฐกิจยุค AI ตัวชี้วัดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์จะเกิดผลในระยะยาว ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับระบบวิจัย มหาวิทยาลัย สตาร์ตอัพ ผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมปลายน้ำ จนเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ


เป้าหมายจึงควรขยับจาก “การมีโรงงาน” ไปสู่ “การมีระบบนิเวศ” ที่ทำให้มูลค่าเพิ่มและองค์ความรู้เกิดขึ้นในประเทศไทย


  1.  มอง AI เซมิคอนดักเตอร์ Data Center และพลังงาน เป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน


บทเรียนจากหลายประเทศสะท้อนว่า AI ไม่สามารถเติบโตได้ หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงไม่อาจแยกออกจากการลงทุนใน Data Center ระบบคลาวด์ โครงข่ายดิจิทัล และความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะทั้งหมดคือองค์ประกอบของเศรษฐกิจ AI


หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค นโยบายด้านอุตสาหกรรม พลังงาน ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน มากกว่าการกำหนดแผนงานแบบแยกส่วนตามหน่วยงาน


  1. เร่งสร้างกำลังคนให้ทันกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


เป้าหมายการพัฒนาบุคลากรกว่า 230,000 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงจำนวนคน หากอยู่ที่ “ทักษะ” ที่อุตสาหกรรมต้องการจริง


ประเทศไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ตั้งแต่ระดับอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย ไปจนถึงการยกระดับทักษะแรงงานที่อยู่ในภาคการผลิตเดิม เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ


การลงทุนด้านบุคลากรจึงควรถูกมองเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่างจากการสร้างถนน ท่าเรือ หรือสนามบิน เพราะกำลังคนจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว


และ 5. ใช้การทูตเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบเทคโนโลยีโลก


ในโลกที่เทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ประเทศใดประเทศหนึ่งยากที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ด้วยตนเอง ประเทศไทยจึงควรใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งในการดึงดูดการลงทุน การพัฒนาบุคลากร การวิจัยร่วม และการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะความร่วมมือกับประเทศที่มีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ 


การทูตเศรษฐกิจในยุค AI จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเพิ่มมูลค่าการค้า แต่คือการสร้าง “พันธมิตรทางเทคโนโลยี” ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว


ไม่ใช่แข่งกับทุกคน แต่รู้ว่าจะชนะในเกมไหน


การปฏิวัติอุตสาหกรรม AI กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว และเซมิคอนดักเตอร์คือหนึ่งในหัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น แต่โจทย์สำคัญของประเทศไทยอาจไม่ใช่การสร้างโรงงานผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุด หรือแข่งขันกับประเทศผู้นำในทุกมิติ


โจทย์ที่สำคัญกว่าคือ ประเทศไทยจะกำหนดบทบาทของตนเองในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างไร…


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จจากการเป็นฐานการผลิตของโลก แต่การแข่งขันในยุค AI กำลังทำให้คำถามเปลี่ยนไป จาก “เราจะผลิตอะไร” เป็น “เราจะสร้างคุณค่าอะไร” ให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก


นั่นหมายความว่า การมีโรงงานมากขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากการลงทุนเหล่านั้นไม่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร งานวิจัย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้


การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าประเทศไทยเริ่มขยับเข้าสู่เกมการแข่งขันครั้งใหม่แล้ว แต่สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่การประกาศเป้าหมายเพียงอย่างเดียว หากคือความสามารถในการเปลี่ยนเป้าหมายเหล่านั้นให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการได้จริง และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศสัมผัสได้


บทเรียนจากหลายประเทศสะท้อนว่า การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้วัดกันที่งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงนโยบายอุตสาหกรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ พลังงาน ดิจิทัล และการต่างประเทศให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่


สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในรอบหลายทศวรรษ เพราะโลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีความพร้อมสามารถก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


หากกล่าวให้ชัดและตรงประเด็นคือ โอกาสครั้งนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก และเมื่อหน้าต่างแห่งโอกาสเปิดขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะตัดสินใจ เดินเกมรุกในหมากตานี้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์แห่งชาติไม่ใช่การพยายามแข่งขันในทุกสนาม หากคือการเลือกสนามที่ประเทศไทยมีศักยภาพ สร้างความได้เปรียบจากจุดแข็งที่มี และเดินหน้าด้วยความต่อเนื่องในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง