หุ้น TIDLOR พุ่ง โบรกมองคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น-ROE ขาขึ้น

#TIDLOR #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ราคาพักเที่ยงปรับขึ้น 5% โบรกเกอร์มองเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้จะแตะระดับ 15.7% และมีผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้นสูงถึง 9% แนะนำ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 25 บาท
ราคาหุ้น TIDLOR พักเที่ยงปิดที่ 18.90 บาท บวก 0.90 บาท หรือ 5% ระหว่างวันราคาปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 19.10 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 1,109.51 ล้านบาท
บล.เมย์แบงก์(ประเทศไทย) แนะนำ"ซื้อ"หุ้น TIDLOR ให้ราคาเป้าหมายที่ 25 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น และการชิงส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจนายหน้าขายประกัน โดยคาดว่ากำไรจะเติบโต 15% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE จะแตะระดับ 15.7% ในปี 2569 นอกจากนี้คาดว่า ROE มีโอกาสพุ่งสูงถึง 16.2-16.4% ในปี 2569-2570 หากบริษัทใช้เงินงบประมาณซื้อหุ้นคืนครบจำนวน 2.4 พันล้านบาท
บริษัทเดินหน้าปรับกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2567–2568 ได้ชะลอการเติบโตของสินเชื่อลงมาอยู่ที่ระดับ 5–6% ผ่านมาตรการคุมเข้มการอนุมัติสินเชื่อ ลดสัดส่วนวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และนำระบบกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) มาใช้ เพื่อให้ผลตอบแทนจากสินเชื่อสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า
ทั้งนี้ จากการที่ตลาดรถบรรทุกเริ่มเปลี่ยนผ่านจากภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) เข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น คาดว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สินเชื่อเช่าซื้อ (HP) รถบรรทุกทยอยฟื้นตัว ควบคู่กับต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ที่มีแนวโน้มลดลง
ขณะเดียวกัน พอร์ตสินเชื่อปัจจุบันประกอบด้วยสินเชื่อใหม่ (Loan Vintages) ที่มีคุณภาพดีขึ้น ส่งผลให้โอกาสการผิดนัดชำระหนี้ลดลง โดยสะท้อนผ่านสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) และการเกิดหนี้เสียใหม่ (NPL Formation) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บริษัทมีระดับการตั้งสำรองหนี้สูญ (NPL Coverage) อยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นกันชนสำคัญในการรองรับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ส่วนรายได้จากธุรกิจประกันภัยมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง ทำให้สร้างรายได้ประจำ ฝ่ายวิจัยคาดว่า TIDLOR จะยังสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง จากการสร้างความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี (Technology Moat) ที่ตอบโจทย์ทั้งฝั่งลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจประกันภัย
สำหรับฝั่งผู้บริโภค บริษัทมีจุดแข็งจากการให้บริการศูนย์เคลมประกันแบบครบวงจร (One-Stop Service) ช่วยเพิ่มความสะดวกและยกระดับประสบการณ์การใช้บริการ ขณะที่ฝั่งบริษัทประกันสามารถใช้ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์การเคลม (Claims Analytics) เพื่อคัดกรองลูกค้าความเสี่ยงต่ำและช่วยบริหารต้นทุนค่าสินไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนคือ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยถือเป็นแหล่งรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ช่วยลดความผันผวนของรายได้และกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจสินเชื่อ โดยบริษัทมีอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิม (Retention Rate) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ โครงสร้างลูกค้าประกันภัยของบริษัทยังมีความหลากหลาย โดยลูกค้ากว่า 90% ไม่ได้เป็นลูกค้าสินเชื่อของบริษัท สะท้อนศักยภาพในการขยายฐานรายได้และลดการพึ่งพาธุรกิจปล่อยสินเชื่อเพียงด้านเดียว
นอกจากนี้มองว่า TIDLOR สามารถจ่ายเงินคืนให้แก่ผุ้ถือหุ้นได้อย่างเชิงรุก เนื่องจากงบดุลที่แข็งแกร่ง การสนับสนุนด้านสภาพคล่องที่ทรงพลังจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา และอัตราเครดิตที่สูงถึงระดับ A+ หากนับรวมโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 2.4 พันล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลอีก 2.0 พันล้านบาท อัตราส่วนการจ่ายเงินคืนรวม (Total Cash Distribution Ratio) จะสูงถึง 89% และคิดเป็นผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้น (Total Shareholder Yield) ประมาณ 9% (แบ่งเป็นผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นคืน 5% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4%) ในปี 2568
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
