เปิดเวที GCNT EXPO 2026 ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สู่การเปลี่ยนผ่านโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ก่อนปี 2023 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบต่างๆ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรและกระทบรายได้ของเกษตรกร ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคม การยกระดับด้านความยั่งยืนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ก็อาจผลักให้ SMEs และผู้ค้ารายเล็กต้องออกจากตลาดเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมข้างหลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในปัจจุบันคือการสร้างศักยภาพความมั่งคั่งและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสานงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐบาล ภาคเองชน UN ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง
การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สำเร็จ คือ SHIFT ที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจากการจัดทำรายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสมาคมร่วมกับ UNGC และภาคีเครือข่ายพบว่ากว่า 100 องค์กร ดำเนินการโดยนำ SDGs เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะข้อ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น รายงานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคเอกชนได้เปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติตามแนวทาง SDGs อย่างจริงจังแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเร่งปรับเปลี่ยนการทำงานแบบบูรณาการ ไม่เป็น Solo Cilo ทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากทุกข้อของ นั้นต่างมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือความเท่าเทียม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง หรือ “From Action to Impact”’
นับตั้งแต่ GCNT ก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี มีการดำเนินงานร่วมกับสมาชิกและภาคีเปลี่ยนความตระหนักรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านการศึกษา ทั้งในและนอกห้องเรียน สนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมุนษย์ที่มีความรู้และจิตสำนึกด้วยความยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างคือความร่วมมือของ GCNT กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จัดตั้งหลักสูตรการจัดการความยั่งยืนเมื่อปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้ารับนักศึกษาจำนวน 70 คน แต่ขณะเดียวกันกลับมีผู้ให้ความสนใจสมัครเข้ามากว่า 1,200 คน สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีความสนใจใฝ่รู้ และให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนอย่างจริงจัง
ตลอดการดำเนินงาน องค์กรสมาชิกยังร่วมกันจัดตั้ง Learning Centre หรือศูยน์การเรียนรู้ทั่วประเทศเกือบ 100 แห่ง โดยเชื่อมโยงกับ SDGs ที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายเยาวชนด้าน SDGs ทั้งหมด 3 รุ่น จำนวนกว่า 1,000 คน ร่วมขับเคลื่อนและสื่อสารประเด็นด้านความยั่งยืนในแบบฉบับของตนเอง
นอกจากนี้ GCNT ยังขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านความยั่งยืนบนเวทีต่าง ๆ อาทิ แผนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ
ความก้าวหน้าจากการดำเนินงานนี้คือสัญญาณแห่งความหวัง และความร่วมมือของสมาชิก GCNT และภาคีทุกภาคส่วน พร้อมมุ่งขยายการดำเนินงานในภายภาคหน้าเพื่อการเรียนรู้จากการลงมือทำ หรือ Action-Based Learning เพื่อพัฒนากลไกตลาดให้ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร คู่ค้า และชุมชนได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมอย่างมีจริยธรรม เพราะการเปลี่ยนผ่านที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากความพร้อมที่จะเรียนรู้ ลองผิดลองถูก ค้นหาคำตอบร่วมกัน
จากการร่วมมือของทุกฝ่ายเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เพียงสามารถรับมือกับแรงกระแทกและความปั่นป่วนของโลกในปัจจุบันได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนแรงกระแทกนั้นเป็นจุดเริ่มต้น เปลี่ยนจาก Shock to Shift เปลี่ยนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มแข็ง ความเท่าเทียม ความยั่งยืนแก่เยาวชนในอนาคตต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
