รีเซต

โลกใกล้ถึงจุดเปลี่ยน เสี่ยงวิกฤตใหญ่ 3 ช่วง หากไม่เร่งลดก๊าซเรือนกระจก

โลกใกล้ถึงจุดเปลี่ยน เสี่ยงวิกฤตใหญ่ 3 ช่วง หากไม่เร่งลดก๊าซเรือนกระจก
TNN ช่อง16
19 กันยายน 2569 ( 18:53 )
10

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat  ระบุว่า ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า หากโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเฉียบพลัน วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงและจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลใน 3 ช่วงเวลาที่สำคัญ ได้แก่ ปี 2030, 2050 และ 2100 ดังนี้

 

ปี 2030 

จุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนภัย (The Tipping Point)

ในปี 2030 ถูกยกให้เป็น"เส้นตายของสภาพภูมิอา กาศ" (Climate Deadline) ที่นานาชาติต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 45% แต่จากสถานการณ์จริงมีแนวโน้มจะเลวร้ายลง โลกอาจจะต้องเผชิญกับ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพดานอันตรายที่นานาชาติตั้งเป้าจะควบคุมไว้ไม่ให้เกิน ขณะเดียวกันสภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้นจะเห็นภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่รุน แรงและน้ำท่วมฉับพลันบ่อยกว่าเดิมจนกลายเป็นเรื่องปกติ และยังส่งผลต่อวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกเริ่มลดลงเนื่อง จากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงวิกฤตสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายพุ่งโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าโรคติดต่อ เช่น มาลาเรีย, ท้องร่วง, ภาวะขาดสารอาหาร และโรคลมแดด (Heatstroke) จะคร่าชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยค่าใช้จ่ายด้านการสาธารณสุขทั่วโลกจะสูงถึง2,000 - 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ปี 2050

ยุคแห่งความสูญเสียและการอพยพ(The Era of Displacement)

หากโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero)ได้ภายในช่วงนี้ สิ่งที่จะพบคือ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น หากยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบัน อุณหภูมิอาจสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำทะเลหนุนสูงจนเมืองชายฝั่งขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ เสี่ยงต่อการจมน้ำถาวรหรือน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น ขณะเดียวกันประชากรโลกเสี่ยงขาดแคลนน้ำและอาหาร โดยประชากรมากกว่า 3 ใน 4 ของโลก หรือราว75% จะต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรง โดยธารน้ำแข็งใน 1 ใน 3 ของพื้นที่ปัจจุบันจะละลายหายไปจนหมดสิ้น 

 

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้เกิดการอพยพด้านภูมิอากาศ ผู้คนมากกว่า 200ล้านคน อาจต้องย้ายถิ่นฐานเนื่องจากบ้านเรือนเดิมไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม ความร้อนรุนแรงและระดับน้ำทะเลพุ่ง ทำให้ประชากรกว่า 3,800 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนแรงที่อันตราย ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นโดยประมาณ 0.25 - 0.30 เมตร ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและเกาะต่ำเสี่ยงจมน้ำ และยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 

 

รายงานกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า วิกฤตนี้จะทำให้ GDP โลกลดลงทันที 4% ต่อปี และบีบบังคับให้ประชากรโลกมากกว่า 1,000 ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานกลายเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ


ปี 2100

หายนะขั้นสุดและการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างถาวร กลายเป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (The Uninhabi table Earth)

โลกเดือดเต็มรูปแบบ โดยอุณหภูมิโลกอาจพุ่งสูงขึ้น 2.6 ถึงมากกว่า 4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะกระตุ้น "จุดพลิกผันตามธรรมชาติ" (Tipping Point) เช่น ป่าฝนแอมะซอนล่มสลาย และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ละลายซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมา เร่งให้โลกร้อนขึ้นเองโดยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อ เกาะและเมืองชายฝั่งหายไปจากแผนที่ ระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.1 เมตร หรือสูงกว่านั้นหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด ประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กเช่น ตูวาลู มัลดีฟส์ รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำอย่าง กรุงเทพมหานคร เสี่ยงถูกน้ำทะเลท่วมอย่างถาวร รวมถึงสิ่งมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านสายพันธุ์จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกพังทลาย GDP โลกจะหดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 20% ซึ่งใกล้เคียงกับความเสียหายในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในอดีตช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนจะกว้างขึ้นจนนำไปสู่สงครามแย่งชิงทรัพยากร

 

สรุปได้ว่าคำกล่าวที่ว่าจะเกิดสภาวะ "Terrible " (เลวร้ายมาก) นั้นไม่ได้เกินจริงเลย เพราะมันหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศความอดอยากและความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่มนุษยชาติไม่เคยพบเจอมาก่อน ความรุนแรงทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าโลกจะหยุดยั้งการปล่อยคาร์บอนได้เร็วแค่ไหนในปัจจุบัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง