รีเซต

โลกสูญเสียน้ำแข็ง หายไปแล้ว 12 ล้านล้านตัน น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 32 มม.

โลกสูญเสียน้ำแข็ง หายไปแล้ว 12 ล้านล้านตัน น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 32 มม.
TNN ช่อง16
19 กันยายน 2569 ( 14:00 )

นักวิทยาศาสตร์รวบรวมข้อมูลดาวเทียมตลอดช่วงระยะเวลาหลายสิบปี เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งโลกและพบว่า นับตั้งแต่ปี 1979 กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งรวมกันมากถึง 12.5 ล้านล้านตัน โดยการสูญเสียน้ำแข็งไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราที่คงที่ แต่กำลังเร่งตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1990 และเร่งตัวด้วยอัตราที่มากกว่าปกติในช่วงปี 2010-2019 

 

ข้อมูลจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ในช่วงทศวรรษ 1970, 1980 และต้นทศวรรษ 1990 แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกายังมีเสถียรภาพ แต่หลังจากนั้นมวลน้ำแข็งกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงกับอุณหภูมิโลกและอุณหภูมิในมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลมากกว่านั้นคือ อุณหภูมิในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นเรื่อยๆ กำลังเร่งอัตราการละลายของน้ำแข็งจากใต้มหาสมุทร โดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปัจจุบันน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาหายไปมากกว่าที่มีการประเมินไว้เพียงใด 


งานวิจัยพบว่า ราว 84% ของน้ำแข็งที่สูญเสียไป เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งและไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น ส่วนอีก 16% ที่เหลือ เกิดจากกระบวนการละลายและการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิว เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้นและกัดเซาะฐานและขอบธารน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งสูญเสียเสถียรภาพความมั่นคง และไหลลงสู่ทะเลเร็วขึ้น กลายเป็นวงจรที่ทำให้สูญเสียมวลน้ำแข็งมากกว่าเดิม

 

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า น้ำแข็งในกรีนแลนด์บางจุดเกิดการถอยร่นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยถอยร่นสูงสุดถึงวันละ 50 เมตร ซึ่งน้ำแข็งที่หายไปยังส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกอีกด้วย

 

การละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกนับตั้งแต่ปี 1979 มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 32 มิลลิเมตร แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ไม่มาก แต่สำหรับพื้นที่ชายฝั่ง อาจหมายถึงการสูญเสียที่อยู่อาศัย และผลกระทบที่รุนแรงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นลดความสามารถในการป้องกันคลื่นซัดฝั่ง ขณะเดียวกันน้ำทะเลยังรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ลุ่มได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบต่อน้ำจืดที่ใช้อุปโภค บริโภค และการเกษตรได้


นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ทุก ๆ 1 เซนติเมตรของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง 2-3 ล้านคน เสี่ยงต่อการเผชิญน้ำท่วมชายฝั่งทุกปี

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2020-2023 พบว่าอัตราการละลายของน้ำแข็งชะลอตัวลง แต่นักวิทยาศาสตร์มองว่า นี่อาจเป็นเพราะผลจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากการศึกษาการละลายของน้ำแข็งในโลก ต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสังเกต ซึ่งอาจหมายถึงโลกไม่ได้สูญเสียน้ำแข็งน้อยลงไปจากเดิม

 

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี แต่ใช้เวลายาวนานหลายสิบปีในการสร้างความเปลี่ยนแปลงจนสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้น แม้ว่าในอนาคตโลกจะสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ แต่น้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกจะยังคงละลายต่อไปอีกหลายสิบปี และเมื่อถึงเวลานั้นโลกอาจสายเกินไปในการควบคุมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง