เปิดเวที “Future Earth” เมื่อโลกเดือดเขย่าเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งเปลี่ยนก่อนโลกทิ้งห่าง

TNN ช่อง 16 ก้าวสู่ปีที่ 19 จัดเวทีสัมมนาใหญ่ “TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW” ภายใต้แนวคิด “มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” เปิดพื้นที่ให้ผู้นำ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย
โดยหนึ่งประเด็นสำคัญในวันนี้ คือเวที “Future Earth: โลกเดือด เกมของทรัพยากร และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ที่ชวนมองเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ไกลไปกว่าปัญหาโลกร้อน เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในวันนี้ ไม่ได้กระทบเพียงธรรมชาติ แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึง ภัยพิบัติ ทรัพยากร น้ำและอาหาร ต้นทุนการผลิต เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เวที Future Earth จึงรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจาก 3 มุมมอง โดยมี รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ คุณชาลี ขันศิริ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และคุณปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจ Pet Feed และ Marine Ingredient บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้ง 3 ท่านได้สะท้อนภาพเดียวกันจากทั้งมุมนักวิชาการ ภาครัฐ และภาคธุรกิจว่า ประเทศไทยไม่สามารถแยกเรื่องสภาพภูมิอากาศออกจากเรื่องเศรษฐกิจและการพัฒนาได้อีกต่อไป
ในมิติของ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ชี้ให้เห็นว่า ในปีหน้าโลกมีความเสี่ยงที่จะเจอกับอากาศร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ และประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงปี 2030 ดังนั้น ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศในช่วง 10–20 ปีข้างหน้า จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเหตุการณ์ภัยพิบัติ แต่จะส่งผลต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนมากขึ้น การวางแผนรับมือจึงต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าและการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และระบบการจัดการทรัพยากรให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านสภาพภูมิอากาศ แต่กำลังขยายไปสู่ กติกาการค้าและการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นคาร์บอน พลังงาน ทรัพยากร และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
ด้าน คุณชาลี ขันศิริ มองว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าโลกมากขึ้น เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านคาร์บอนกลายเป็นอีกปัจจัยที่ภาคอุตสาหกรรมต้องนำมาคำนวณในการแข่งขัน นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการไทยไม่เพียงต้องแข่งขันกันที่ราคาและประสิทธิภาพการผลิตอีกต่อไป แต่ต้องสามารถบริหารจัดการคาร์บอน พลังงาน และทรัพยากรตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงตลาดโลกที่กำลังยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดเจนในมุมของภาคธุรกิจ โดยคุณปราชญ์ เกิดไพโรจน์ จาก บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดประสบการณ์ของธุรกิจที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบจากหลายพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความไม่แน่นอนของทรัพยากร การปรับตัวจึงครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีความรับผิดชอบ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งกรณีของไทยยูเนี่ยนยังสะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของธุรกิจ แต่สามารถพัฒนาเป็นโอกาสทางธุรกิจได้
ภาพรวมทั้ง 3 มุมมองสะท้อนว่า “Future Earth” ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือโจทย์เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย เมื่อสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากร และกติกาการค้าโลกเปลี่ยน ประเทศไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนจากการ “ตั้งรับ” สู่การ “ปรับตัวเชิงรุก” เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และรักษาความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
