รีเซต

ทำยังไงต่อ SET แตะ 1,600 จุด

ทำยังไงต่อ SET แตะ 1,600 จุด
ทันหุ้น
1 กรกฎาคม 2569 ( 10:46 )
9

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #ทำยังไงต่อ SET แตะ 1,600 จุด  

บริษัทหลักทรัพย์ พาย ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่มีนัยสำคัญเข้ามาขับเคลื่อนตลาด โดยมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการลงทุนในระยะสั้นถึงกลาง

ดัชนีดาวโจนส์เมื่อคืนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 136 จุด หรือ 0.26% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวกเช่นกัน จากปัจจัยหนุนด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง รวมถึงผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลง 0.3% นักลงทุนยังคงติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กรุงโดฮา

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่าตัวเลขตำแหน่งงานว่าง (Job Openings) ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำกว่าคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนมุมมองว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง โดย CME FedWatch ยังให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง และคงดอกเบี้ยต่อเนื่องหลังจากนั้น

สำหรับคืนนี้ นักลงทุนติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่ง Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 53.8 รวมถึงการแสดงความเห็นของ Kevin Warsh ซึ่งตลาดจะจับตาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

ในประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยวานนี้ซื้อสุทธิ 5,745 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นเดือนอยู่ที่ 6,856 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ราว 27,000 ล้านบาท

ฝ่ายวิจัยมองว่า Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น รวมถึงการโยกย้ายเงินลงทุนบางส่วนจากตลาดอินโดนีเซียเข้าสู่ไทย และมีโอกาสไหลเข้าต่อหากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย

บล.พายประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET วันนี้ที่ 1,585-1,610 จุด โดยภาพรวมยังเป็นบวก สอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ที่ปรับตัวขึ้น นำโดยดัชนี Kospi เพิ่มขึ้น 0.6% และ Nikkei เพิ่มขึ้น 1.3%

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาใกล้ระดับ 1,600 จุดแล้ว นักลงทุนอาจพิจารณาทยอยลดน้ำหนักการลงทุนบางส่วน และเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยกลุ่มที่น่าสนใจประกอบด้วย ค้าปลีก ได้แก่ CPALL, CPN, HMPRO และ GLOBAL กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ BCH และ BDMS กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ MINT และ CENTEL กลุ่มการเงิน ได้แก่ MTC และ SAWAD รวมถึงกลุ่มธนาคารอย่าง BBL, KBANK และ KTB

หุ้นเด่นระยะสั้นที่ฝ่ายวิจัยเลือก ได้แก่ MINT จากแผนขยายจำนวนโรงแรมสู่ 850 แห่งภายในปี 2571 และเพิ่มสัดส่วนธุรกิจ Asset-light เป็น 51% จาก 34% ในปี 2568 ขณะที่ BCH คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโตจากไตรมาสก่อน และได้รับแรงหนุนจากการกลับมาของผู้ป่วยจากตะวันออกกลางหลังสิ้นสุดช่วงรอมฎอนตั้งแต่ไตรมาส 1/2569.

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง